วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สภาพแวดล้อมของห้องนอน

ห้องนอนควรจะ เป็นห้องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุดจึงควรจะกำหนดให้มีพื้นที่มากกว่าห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน จะพูดไปห้องนอนก็คือหัวใจหลักของบ้านเพราะห้องนอนใช้สำหรับพักผ่อน หลับนอนเพื่อเติมพลังกายพลังใจสำหรับต่อสู้กับภาระหน้าที่กันต่อไป เพราะฉะนั้นการเลือกตำแหน่งห้องนอนและการออกแบบห้องนอนจึงควรจะได้รับการให้ความสำคัญมากกว่าห้องอื่น ๆ เป็นพิเศษครับ

การเลือกวางตำแหน่งห้องนอนนั้นควรจะพิจารณาห้องนอนใหญ่หรือห้องเจ้าของบ้านเป็นอันดับแรกก่อนแล้วค่อยพิจารณาห้องอื่น ๆ และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้านโดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกตำแหน่งห้องนอนดังนี้

1. สภาพแวดล้อมจะกำหนดห้องนอนไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังบ้านจะอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาจะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านก่อนเช่น ถนน วัด สุสาน โรงงานอุตสาหกรรม หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นต้น ห้องนอนควรหลีกเลี่ยงด้านที่มีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งไม่เป็นมงคลเช่น สุสาน เป็นต้น โดยปรกติแบบบ้านส่วนใหญ่มักจะวางห้องนอนใหญ่เอาไว้หน้าบ้านมากกว่าหลังบ้าน เพราะสภาพแวดล้อมด้านหน้าบ้านมักจะเป็นที่โล่งเป็นสนามเป็นสวนหย่อม ส่วนหลังบ้านมักจะติดกับหลังบ้านคนอื่นจึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และอากาศที่ไม่ปลอดโปร่ง จึงควรพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านเป็นหลักครับ

2. ทิศทาง การดูทิศถือว่าสำคัญมากไม่ควรละเลยโดยเด็จขาดทิศที่ถือว่าดีที่สุดคือทิศตะวันออกเพราะจะได้ประโยชน์จากแดดและลมโดยตรง ห้องนอนที่ดีถูกหลักเคหะศาสตร์ควรอยู่ในทิศที่กล่าวมาครับ

- ทิศตะวันออกกับทิศใต้ จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของลมและแสงแดด เพราะลมจะมาทางทิศใต้ส่วนแดดจากทางทิศตะวันออกจะเป็นแดดที่ไม่ร้อนจัดช่วงบ่ายห้องจะเย็น
- ทิศใต้กับทิศตะวันตก จะได้ประโยชน์ในเรื่องของลมอย่างเดียว จะเสียในเรื่องของแดดที่ค่อนข้างร้อนในตอนบ่าย
- ทิศตะวันออกกับทิศเหนือ จะได้ประโยชน์ในเรื่องของแสงแดดแต่จะรับลมได้น้อยกว่าทิศไต้
- ทิศตะวันตกกับทิศเหนือ จะถือว่าเป็นตำแหน่งที่แย่ที่สุดเสียทั้งเรื่องของแดดที่ร้อนจัดและอับลมตลอดทั้งปี ยกเว้นหน้าหนาวประมาณ 3 เดือน สิ่งเหล่าก็คือปัจจัยและข้อพิจารณาในการเลือกวางตำแหน่งของห้องนอน



ที่มา : คมชัดลึก

Read More...

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เลือกแต่งสวน ตามราศีเกิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแต่งสวน ปลูกต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ หรือไม้ผล ล้วนมีประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้น เพราะต้นไม้ นอกจากจะให้ความร่มรื่น สบายใจ สบายตาแล้ว พืชหลายชนิดยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้ด้วย

แต่หากเจ้าของบ้านไม่รู้ว่าจะเลือกปลูกต้นไม้ประเภทไหน เหมาะกับเราหรือไม่? ลองใช้หลักฮวงจุ้ยเข้ามาช่วยเลือกต้นไม้กันก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจเลือกปลูกต้นไม้

และสำหรับผู้ที่เกิดราศีไหน ก็ลองอ่านและพิจารณาดูว่าต้นไม้ชนิดไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด

ราศีเมษ ( 16 เม.ย.-15 พ.ค.)
ชาวราศีเมษเป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคลของชาวราศีเมษ คือ ต้นมะยม เพื่อให้คนนิยมชมชอบ ต้นมะขาม เพื่อให้ผู้คนเกรงขาม และต้นเฟื่องฟ้า เพื่อความร่ำรวย มะยม และ มะขาม ต้นไม้ทั้งสองนี้จะเป็นพลังช่วยหนุนให้ชาวราศีเมษประสบความสำเร็จในชีวิต และในหน้าที่การงาน มะยม ปลูกแล้วจะทำให้มีคนนิยมชมชอบ มีเมตตามหานิยม สำหรับมะขามจะทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ นอกจากนี้ยังมีต้นเฟื้องฟ้าที่จะทำให้ชาวราศีเมษมีชีวิตที่รุ่งเรือง สว่างไสว และสดใสเบิกบาน

ราศีพฤษภ (16 พ.ค.-15 มิ.ย.)
ชาวราศีพฤษภเป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลที่ปลูกเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ต้องเป็นไม้จำพวกธาตุทอง คือ ต้นโมก ต้นแก้ว และต้นส้มโอ ดอกสีขาวของโมกจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์สดใส และโบราณยังเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภายนอก และควรปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านและควรปลูกในวันเสาร์ แก้ว จะทำให้มีโชคมีลาภ คนในบ้านจะมีความดี มีคุณค่าสูง ควรปลูกทางทิศ ตะวันออกและควรปลูกในวันพุธ ส้มโอ เป็นต้นไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์

ราศีเมถุน(16 มิ.ย.-15 ก.ค.)
ชาวราศีเมถุน เป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลจะต้องเป็นไม้มงคลของธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ ต้นกุหลาบ ต้นโป๊ยเซียน ต้นโมก ต้นทับทิม และต้นเข็ม โมกจะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ และความสดใส เข็ม ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้าน หรือสองฝากทางเข้าบ้านจะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคและปัญหาไม่กล้ำกลาย ทับทิม เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต โป๊ยเซียน ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าปลูกออกดอกได้มากกว่า 8 ดอก ผู้ปลูกและคนในบ้านจะมีโชคลาภ และยังเชื่อว่าโป๊ยเซียนช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข กุหลาบ หากปลูกไว้ประจำบ้าน จะเกิดความสง่าภาคภูมิ จะทำให้คนในบ้านมีคุณค่าแห่งชีวิตที่สูง

ราศีกรกฎ (16 ก.ค.-15 ส.ค.)
ชาวราศีกรกฎเป็นธาตุน้ำ ไม้มงคล คือ ต้นชมพู่ ต้นวาสนา ให้วาสนาสูงส่ง ต้นพลูด่าง เฟื่องฟ้า และกล้วยไม้ กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกที่ให้โชคลาภและเหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เช่นชาวราศีกรกฎ กล้วยไม้จะออกดอกต้องได้รับการดูแลด้วยความหมั่นเพียร ดอกที่สวยงาม จะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และเชื่อว่าจะ ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม ชมพู่ ช่วยให้อุดมทรัพย์ มั่งมีเงินทอง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง พลูด่าง นำพามาซึ่งความร่มเย็น เป็นสุข เฟื่องฟ้าจะช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน

ราศีสิงห์ (16 ส.ค.-15 ก.ย.)
ชาวราศีสิงห์เป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคลควรเป็นต้นไม้ที่เกิดความร่มรื่น คือ กล้วยไม้ ต้นกล้วย ต้นปาล์ม ต้นหมากแดง ต้นไทร ต้นโมก และขนุน ซึ่งนับได้ว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย ตามโบราณเชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง มีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ โป๊ยเซียน เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง เป็นไม้เสี่ยงทาย เชื่อว่าถ้าออกดอก 8 ดอกแล้วจะทำให้มีโชคลาภ กล้วยไม้ ดอกสวยของกล้วยไม้ย่อมเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น จึงถือเคล็ดที่ว่าการปลูกกล้วยไม้จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป

ราศี กันย์ (16 ก.ย.-15 ต.ค.)
ชาวราศีกันย์เป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลคือ สนฉัตร ต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน ขนุน มะยม สนฉัตร ทำให้มีเกียรติและความสง่า ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป ควรปลูกทางทิศเหนือและปลูกในวันเสาร์เพื่อเป็นศิริมงคล ราชพฤกษ์ ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและบารมี เฟื่องฟ้าทำให้เกิดความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟู โป๊ยเซียนจะนำมาซึ่งโชคลาภ ขนุน เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย การปลูกต้นขนุนบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ขนุนจึงเหมาะกับผู้ที่เกิดราศีกันย์ มะยม ปลูกแล้วผู้คนจะได้นิยมชมชอบนับหน้าถือตา

ราศีตุลย์( 16 ต.ค.-15 พ.ย.)
ชาวราศีตุลย์เป็นธาตุลม ไม้มงคล คือ ต้นโกสน หมากแดง ปาล์ม จำปี จำปา พลูด่างและเฟิร์นข้าหลวง หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ จำปา ดอกไม้ที่ใช้แสดงถึงความรักมาแต่โบราณ การปลูกจำปาก็เพื่อแสดงถึงความรักต่อผู้อื่นและเพื่อให้มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก

ราศีพิจิก(16 พ.ย.-15ธ.ค.)
ชาวราศีพิจิกเป็นคนธาตุน้ำ ไม้มงคลต้องเป็นไม้ประเภทธาตุทอง ได้แก่ พวงแสด เฟื่องฟ้า ว่านสี่ทิศ ปาล์ม เบญจมาศ ขนุน และว่านสี่ทิศ พวงแสด ปาล์ม เฟื่องฟ้า แสดงถึงชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง สดใสเบิกบาน เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ขนุน ช่วยให้เกิดความรุ่งเรืองมั่นคง เป็นไม้มงคลแต่โบราณ เชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะช่วยหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ ว่านสี่ทิศ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ต่างถิ่น ในทิศใดก็จะแคล้วคลาด ปลอดภัย และมีแต่ผู้ให้ความช่วยเหลือ

ราศีธนู(16 ธ.ค.-15 ม.ค.)
ชาวราศีธนูเป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคล คือ อ่างบัว บ้านใดปลูกบัว จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เบิกบาน ทำให้คนในครอบครัวมีความห่วงใยผูกพันธ์กัน เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต นอกจากนี้ยังมี พลูด่าง และ โป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภแก่ชาวราศีธนูอีกด้วยจะช่วยให้ชีวิตช่วงที่ตกต่ำกลับดีขึ้นมาก พลูด่าง โป๊ยเซียน ต้นลั่นทม ต้นแก้ว และเฟิร์นข้าหลวง

ราศีมังกร(16ม.ค.-15 ก.พ.)
ชาวราศีมังกรเป็นธาตุดิน ไม้มงคลที่ชาวราศีมังกรควรปลูกคือ แก้ว วาสนา โป๊ยเซียน และกุหลาบ เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา ให้กับตนเอง และเพื่อเสริมความมั่นคงแก่ลูกหลาน นอกจากนี้แล้วยังมีไม้มงคลเพื่อเสริมดวงชะตาให้กับผู้ที่เกิดราศีมังกร คือ ไผ่ ซึ่งแสดงถึงความอดทนความเป็นนักสู้ ราชพฤกษ์ดอกสีเหลืองของราชพฤกษ์เปรียบได้กับความรุ่งเรืองดั่งทอง และต้นจำปี ไม้เหล่านี้จะให้ความร่มเย็น และต้นไม้เหล่านี้ห้ามปลูกตรงทางเข้าประตูรั้วด้านหน้า เพราะถือว่าเป็นการทำให้ปากมังกรอับจน ควรจะปลูกด้านข้าง หรือ ด้านหลัง หรือบริเวณรอบๆ

ราศีกุมภ์ ( 16 ก.พ.-15 มี.ค.)
ไม้มงคลของชาวราศีกุมภ์ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟผสมกับธาตุทอง ซึ่งบ่งบอกพลังที่ฟุ้งและสร้างสรรค์ มั่นคงประดุจดั่งทองคำ ซึ่งต้นไม้ที่ควรปลูกได้แก่ ต้นเข็ม เฟื้องฟ้า หรือบอนไซ ไว้บริเวณสวนหน้าบ้าน โรงงาน หรือร้านค้าของตน เพื่อเป็นศิริมงคลให้เกิดความมั่นคั่ง รุ่งเรือง และมีชีวิตที่ยืนยาว เข็ม เพื่อเสริมพลังความฉลาดเฉียบแหลมของผู้เกิดราศีกุมภ์ เฟื่องฟ้า เป็นพรรณไม้ที่สามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น และเมื่อดอกเฟื้องฟ้าบาน เชื่อว่าจะแสดงถึงชีวิตที่สดใสเบิกบาน สว่าง รุ่งเรือง และความก้าวไกลแห่งชีวิต บอนไซ แสดงถึงความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทนอยู่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ สมกับเป็นพรรณไม้ของชาวราศีกุมภ์

ราศีมีน ( 16 มี.ค.-15 เม.ย.)
ชาวราศีมีนเป็นคนธาตุน้ำ ไม้มงคลที่ช่วยเสริมโฉลก เสริมความร่ำรวย คือ ต้นเฟื่องฟ้า ต้นกล้วยไม้ ต้นวาสนา ไม้ที่ช่วยเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง และให้โชคลาภกับผู้เกิดราศีมีน คือ กล้วยไม้ คนโบราณเชื่อว่า กล้วยไม้ จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม เหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เฟื่องฟ้าแสดงถึงชีวิตที่รุ่งเรือง สดใสเบิกบาน ต้นวาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าสามารถปลูกได้สวยงามและออกดอก เชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้ดังหวัง ส่วนไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีน เช่น โมก กล้วย มะม่วง จะช่วยเสริมบารมีคุ้มครองบริวารและลูกหลานเช่นกัน



ที่มา : www.homedd.com

Read More...

กระจกตกแต่งบ้าน

คยสังเกตบ้างไหมว่ารอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรืออาคารต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ใช้กระจกเป็นส่วนตกแต่งเกือบทั้งสิ้น และเคย สงสัยบ้างหรือไม่ว่ากระจกตกแต่งเหล่านี้มีที่มาอย่างไร มีแบบไหนบ้าง กระจกคราวน์มีมาประมาณ 600 ปี ณ เมืองนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ผลิตโดยช่างเป่าแก้วหลอมเหลวจุ่มติดอยู่ที่ปลายเพลามากดให้แบนและเหวี่ยงมันจนเป็นแผ่นแบนกลม เรียกว่า แก้วคราวน์


กระจกโฟลท คือ การหลอมแก้วให้เริ่มเย็นตัวเป็นแผ่นบนบ่อดีบุกเหลว ซึ่งจะถูกดึงออกมาเป็นผืนกว้างคล้ายผ้าอย่างต่อเนื่อง บนรางลูกกลิ้ง แล้วตัดแบ่งเป็นแผ่น ๆ ซึ่งก็คือ กระจกในปัจจุบันนั่นเอง

วิวัฒนาการต่อมา คือ กระจกสลักลาย (Etched Glass) กระจกสเตนกลาส (Stain Glass) และพาเนลกลาส (Panel Glass)

กระจกสลักลาย (Etched Glass) เป็นกระจกใสที่ถูกสร้างสรรค์ให้วิจิตรตระการตา คือ กระจกแกะสลัก เนื่องจากจะต้องใช้ฝีมือในการขุดแซะเนื้อแก้วออกให้มีรูปทรงหรือลวดลาย ปัจจุบันการทำงานแกะสลักง่ายกว่าสมัยก่อน มีการใช้เทคนิคการพ่นทรายลงไปกัดกร่อนบนผิวและเนื้อของกระจกให้รูปรอยที่ลุ่มลึกและนุ่มนวลกว่า โดยสามารถควบคุมรูปรอยนั้นได้ทั้ง 3 มิติ จึงถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่แสดงออกถึงความละเอียดและประณีตที่สุด ปัจจุบันยังมีการลงสีเพิ่มเติมอย่างละเอียดด้วยพู่กันลมอีกด้วย สำหรับกระจกสลักลายที่มีการพ่นสีนี้จะเหมาะกับการตกแต่งผนังภายในอาคารที่สามารถให้ชมได้ใกล้จึงจะเห็นรายละเอียด

กระจกสเตนกลาส (Stain Glass) คือ กระจกที่จะทำให้ใสก็ไม่ใส จะทำให้เรียบก็ไม่เรียบ แต่ช่างสมัยก่อนก็กลับพบความงามของ มันและยังพบอีกว่าการผสมโลหะแปลก ๆ ลงไป ในการหลอมแก้วจะได้สีสันที่พิเศษต่างกัน เช่น โคบอลต์ให้สีฟ้า เหล็กให้สีเขียวและพลวงให้สี เหลือง เป็นต้น เมื่อนำเอากระจกสีต่าง ๆ มาตัดต่อกันเป็นภาพโดยใช้รางตะกั่วหรือทองแดง เชื่อมยึดเป็นแผงก็จะได้ภาพที่มีสีสันสวยงาม ถึงแม้ค่อนข้างหยาบด้วยรอยเชื่อมต่อของโลหะ แต่ก็ให้สีที่ทนแดด จึงเหมาะ กับช่องแสงที่ถูกมองจากระยะไกล

พาเนลกลาส (Panel Glass) คือ กระจกกรุหรือกระจกเป็นชิ้น ๆ ถูกนำมาต่อกัน เป็นรูปลายในรางโลหะ กระจกชนิดนี้เป็นกระจกที่พัฒนามาจากสเตนกลาส มีการปรับปรุงใช้สีค่อนข้างอ่อนใสกว่า มีการเจียระไนมากกว่าและโครงโลหะจะชุบด้วยสีทองบ้าง สีเงินบ้าง แล้วใช้เทคโนโลยีประกบหน้าหลังและแวคดูดอากาศออกเป็นสุญญากาศเจือจาง มีการผนึกขอบกันโมเลกุลอากาศภายนอกเข้าอีกด้วย จึงช่วยให้โลหะที่อยู่ภายในไม่หมองคล้ำไปโดยง่าย

ปัจจุบันมีการออกแบบลวดลายของกระจกตกแต่งขึ้นมามากมาย ชอบแบบไหนก็เลือกซื้อได้ตามความพอใจ แต่อย่าลืมคำนึงถึงคุณภาพและความเหมาะสมในการใช้งาน ก่อนซื้อทุกครั้ง เพื่อบ้านสวยของคุณ.





ที่มา : เดลินิวส์

Read More...

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Wonder Bulb

วัสดีค่ะ โลกมันร้อน มารีไซน์เคิลประดิษฐ์อะไรเล่นกันดีกว่า
เอ...หลอดไฟแบบไส้เห็นว่ากินไฟมาก ลองเอามากินน้ำบ้างดีมั้ย
สวยอีกต่างหาก ^^

อุปกรณ์

- หลอดไฟแบบไส้
-ลวดอลูมิเนียม
-คีมตัดลวด

วิธีทำ

1.แกะขั้วหลอดออก ใช้คีมบีบๆ ระวัง หลอดแตกนะ เบาๆมือ
2.จะได้หลอดไฟกลวงๆโบ๋ๆ
3.เอาลวดมาพันตรงขั้วหลอด
4.ค่อยๆดัดรูปลงมาดังรูป
5.ตรงฐานให้เอาลวดมาพันให้ดูมั่นคง
6.ตั้งได้แล้ว เสร็จแล้ว เย้!!!!



ไอเดีย โดย พี่นา My.dek-d.com

Read More...

ออสซี่ประดิษฐ์"หมวกอัจฉริยะ" สวมแล้วความจำดี-วาดรูปสวยขึ้น

อยากรู้ว่า เรามีอัจฉริยะด้านไหนไหม? นักวิทยา ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย คิดค้น "หมวกอัจฉริยะ" ขึ้น เพื่อดึงความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในสมองออกมา

"หมวกอัจฉริยะ" พัฒนาขึ้นจากเทคนิค "ทรานสเครเนียล แม็กเนติก สติมูเลชั่น (Transcranial magnetic stimulation)" ใช้จังหวะการเต้นของแม่เหล็กเปลี่ยนวิธีการทำงานของสมอง

จากการทดลอง พบว่า ให้ผลที่น่าพอใจทีเดียว โดยหลังจากสวม "หมวกอัจฉริยะ" เพียง 2-3 นาที ผู้สวมวาดรูปสวยขึ้น อ่านหนังสือดีขึ้น ถ้าพบว่า "หมวกอัจฉริยะ" สามารถดึงความสามารถพิเศษออกมาได้จริง ต่อไปก็จะผลิตขึ้นมาวางตลาด และใช้ในยามที่ความคิดสร้างสรรค์หดหาย

ศ.แอลแลน ไชเดอร์ กล่าวว่า "การประดิษฐ์หมวกอัจฉริยะของผม มีแรงบันดาลใจจากบุคคลอย่างหนังเรื่องเรนแมน ที่ดัสติน ฮอฟแมน เล่นเป็นผู้ป่วยออทิสติก เมื่อหลายปีก่อน ผู้เป็นออทิสติกราว 10% มักเป็นอัจฉริยะไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่ง เช่น เป็นนักคำนวณปฏิทิน เป็นศิลปินที่วาดรูปได้สวยและเหมือนจริงมาก แม้เห็นเพียงครั้งเดียว หรือบางคนเพียงแต่ได้ยินเสียงเพลง ก็เล่นตามได้แล้ว"

ที่ "หมวกอัจฉริยะ" ติดตั้งขดแม่เหล็ก ไว้ที่ด้านซ้ายของหมวก ซึ่งสมองซีกซ้ายมีหน้าที่ "ดูภาพรวม" แต่สมองซีกขวามีหน้าที่ "ดูรายละเอียด"

ในการทดลองหนึ่ง ให้อาสาสมัครวาดภาพสุนัขและม้าในความทรงจำก่อนสวมหมวก เมื่อวาดเสร็จแล้ว จึงให้สวม "หมวกอัจฉริยะ" นาน 10-15 นาที จากนั้นให้วาดภาพสุนัขและม้าอีกครั้ง พบว่า ภาพของอาสาสมัคร 4 ใน 11 คน หลังจากสวม "หมวกอัจฉริยะ" แล้ว สวยงามขึ้น มีรายละเอียดมากขึ้น - เดลี่เมล์




ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Read More...

เคล็ดลับ 10 ข้อในการแต่งห้องเด็ก

1.เฟอร์นิเจอร์ในห้องเด็กควรลบสันมุมให้มนทุกจุดเท่าที่จะทำได้
2.พื้นหากจะปูพรมควรปูตลอดห้อง ไม่ควรใช้พรมชิ้นเพราะเด็กอาจวิ่งสะดุดได้ หรือหากไม่ชอบพรมอาจใช้พื้นไม้ก็ได้
3.ผนังห้องควรใช้สีที่ทำความสะอาดง่าย เช่น สีพลาสติกชนิดน้ำมัน หรือใช้วอลล์เปเปอร์ที่เป็นไวนิล เป็นต้น
4.ควรมีที่เก็บของเล่นมากพอเพียง ซึ่งนอกจากทำเป็นชั้นและตู้แล้ว อาจทำเป็นลิ้นชักหรือกล่องใหญ่ไว้ใต้เตียง แต่หากเป็นกล่องควรทำลูกล้อไว้ด้วย เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย
5.ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้เมื่อเด็กโตขึ้น เช่น ราวแขวนผ้าที่เปลี่ยนระดับได้เป็นต้น
6.ควรจัดให้มีที่ว่างกลางห้องให้มากที่สุด เพื่อเด็กจะได้นั่งเล่นกับพื้นได้
7.ควรจัดให้มีบอร์ดติดผนังสำหรับขีดเขียนและติดรูปภาพ
8.หากมีเด็กอยู่ด้วยกันในห้องมากกว่า 1 คน อาจกำหนดพื้นที่ของเด็กแต่ละคนด้วยการใช้สีให้ต่างกันไป
9.ปลั๊กในห้องเด็กควรเป็นปลั๊กแบบมีฝาปิด
10.สีในห้องเด็กควรหลีกเลี่ยงสีสดๆ แบบแม่สี เช่น น้ำเงินสด เหลืองสด แดงสด ควรเป็นสีที่ลดค่า หรือสีที่ผสมด้วยสีขาวแล้ว เพราะเด็กมีปฏิกิริยาไวมากกับสี และสีที่รุนแรงจะให้ความรู้สึกที่กดดัน



ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

Read More...

20 ไอเดียแต่งบ้านราคาประหยัด

นยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดอย่างทุกวันนี้ ค่าน้ำมันก็แพงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของอย่างอื่นแพงตามไปด้วย อยากจะหนีความวุ่นวายภายนอกมาพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ตามประสาคนรักบ้าน อยู่บ้านก็ต้องอยากแต่งบ้านเป็นธรรมดา เรามีไอเดียในการแต่งบ้านแบบประหยัด ที่จะช่วยทำให้บ้านยังคงเป็นสถานที่พิเศษที่พร้อมจะรองรับคุณในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ประหยัดด้วยไอเดีย

1.เปลี่ยนสีบนผนัง การทาสีผนังบ้านใหม่ นับเป็นวิธีแต่งบ้านที่ง่าย ประหยัด และได้ผลดีที่สุดทางหนึ่ง ลงทุนแค่สีน้ำพลาสติกสีสวยๆ กับแปรงทาสีอีกสักอันราคารวมกันไม่เท่าไหร่ มาจัดการเปลี่ยนผนังเก่าสีหมองในบ้านให้ดูสวยสดใสขึ้น เท่านี้ก็สามารถสร้างบรรยากาศแปลกใหม่ในบ้านได้ ด้วยราคาแบบสบายกระเป๋า

2.เก็บสายไฟในท่อ การเดินสายไฟแบบฝังในผนังดูเรียบร้อยก็จริง แต่จะซ่อมแซมหรือเดินเพิ่มทั้งทีก็ต้องทุบผนัง เสียสตางค์และเสียเวลา ลองเปลี่ยนมาเดินลอยบนผนัง โดยร้อยใส่ท่อเหล็กแล้วอาจทาสีทับให้ดูเรียบร้อย ช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลรักษาและซ่อมแซม

3.ปรับแสงปรับอารมณ์ เปลี่ยนสีของหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่วๆไป โดยนำมาหุ้มด้วยปลอกพลาสติกหลากสีราคาเพียงปลอกละ 10 บาทซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดไฟสีสวยไว้ใช้ตกแต่งและสร้างบรรยากาศของบ้านได้ในราคาถูกและช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดนีออน

4. เปลี่ยนโครงสร้างบ้านเป็นเฟอร์นิเจอร์ ใช้ประโยชน์จากส่วนโครงสร้างของบ้าน เช่น ช่องว่างระหว่างเสา โดยติดแผ่นไม้ทำเป็นชั้นวางของ ติดประตูบานเลื่อนเพื่อกันฝุ่น หรือติดม่านกั้นแทนบานตู้ เท่ากับว่าเราประหยัดงบประมาณเงินค่าทำเฟอร์นิเจอร์ทั้งด้านหลังและด้านข้าง นอกจากนี้อาจก่อปูนสูงสัก 40 เซนติเมตร หรือติดแผ่นไม้วางเบาะเพื่อทำเป็นม้านั่งก็ได้ ช่วยประหยัดงบประมาณในการทำเฟอร์นิเจอร์ไปได้เยอะ ปรับเปลี่ยนได้

5. หนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เปลี่ยนหน้าที่การใช้งานได้อย่างเช่น โซฟาเบด ที่สามารถใช้นั่งหรือปรับเป็นเตียงนอนได้ ราคาต่อชิ้นอาจจะแพงกว่าสักหน่อย แต่ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายก็ช่วยให้คุณประหยัดได้กว่าการซื้อเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น

6.ยืดได้หดได้ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบที่สามารถ ปรับเปลี่ยนขนาด ย่อขยาย ยืดหด วางต่อ หรือซ้อนชั้นกันได้ เพื่อรองรับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ ช่วยให้คุณประหยัดได้ทั้งงบประมาณและพื้นที่ใช้สอย

7.เคลื่อนที่ได้ สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ไม่ได้ใช้งานตลอดเวลา การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก อย่างโต๊ะที่มีล้อเลื่อน จะช่วยให้เราสลับตำแหน่งและการใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดเล็ก เลื่อนไปใช้งานในครัวเมื่อต้องทำอาหารมื้อใหญ่ วิธีนี้ช่วยประหยัดไปได้ตั้งครึ่ง แต่งบ้านอย่างมีแผน

8.วางแผนก่อนเพื่อเห็นภาพรวม เหมือนมืออาชีพที่ต้องเขียนแบบแปลน ก่อนจะเริ่มตกแต่งคุณเองควรเขียนแบบแปลนหรือแผนการตกแต่งทั้งหมด เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมและรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง เช่น ควรทาสีผนังให้เรียบร้อยก่อนเก็บงานที่พื้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนต้องทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งส่งผลต่อสตางค์ในกระเป๋าของคุณอย่างแน่นอน

9.แต่งบ้านทีละระยะ การแต่งบ้านให้เสร็จลุล่วงในคราวเดียวเป็นเรื่องที่ดี แต่อาจทำให้กระเป๋าฉีกได้ ลองแบ่งงานตกแต่งบ้านทั้งหมด(ตามแผนที่คุณวางไว้) ออกเป็นช่วงๆโดยให้ระยะแรกเป็นส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน แล้วดำเนินการทีละขั้นตอน เมื่อระยะแรกจบอาจทิ้งช่วงเก็บสตางค์สักพัก จากนั้นจึงเริ่มช่วงต่อไป กว่าจะเสร็จอาจใช้เวลาสักหน่อย แต่เพื่อไม่ให้คุณต้องรับภาระหนักเกินไป และยังเป็นการให้เวลาตัวคุณสรรหาของที่ถูกใจจริงๆอีกด้วย

10.ซื้อช่วงลดราคาถูกกว่าเยอะ ร้านขายของแต่งบ้านเกือบทุกร้านจะมีช่วงลดกระหน่ำประจำปี โดยเฉพาะร้านใหญ่ๆอย่าง Modernform Index Habitat ซึ่งหากเราอดใจรอซื้อในช่วงลดราคา ก็จะได้ของดีที่ราคาถูกกว่ามาก โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่ใช้งบเยอะอย่าง ที่นอน โซฟา เตียง หรือตู้เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆด้วย แต่คุณอาจต้องจดบันทึกสักหน่อยว่าร้านที่คุณไปเล็งๆของไว้นั้น เขาลดราคากันช่วงไหน เดือนไหนของปี บางที่ลดปีละ 2 หน เพื่อปีถัดไปคุณจะได้วางแผนการช็อป(และเตรียมเก็บเงิน)ได้พอดี และต้องตาดีพอจะเลือกของ คนละเวลา คนละสถานที่ แล้วนำมาเข้าชุดกันได้ DIY ทำเองก็ได้ไม่ต้องซื้อ

11. วอลล์เปเปอร์ทำมือ วอลล์เปเปอร์ที่กำลังอินเทรนด์ ช่วยให้ผนังบ้านคุณดูน่าสนใจทีเดียว แต่ราคาก็สูงเช่นกัน แล้วถ้าลองทำเองล่ะ โดยใช้แผ่นแฟ้มพลาสติกฉลุลาย(ลอกจากในหนังสือแต่งบ้านก็ได้)ใช้เป็นแบบ แล้วนำไปพ่นสีสเปย์หรือทาสีที่ต่างจากผนัง ให้สีลอดส่วนที่ฉลุลงไปบนผนังจนเกิดเป็นลวดลายบนผนัง เพียงเท่านี้คุณจะได้วอลล์เปเปอร์ลายสวยไม่ซ้ำใครในราคาสุดประหยัด

12. สวยด้วยผ้า ไปเดินเลือกผ้าลายสวยราคาไม่แพงสักผืนจากพาหุรัด นำมาบวกกับไอเดียและฝีมือเย็บปักถักร้อยของคุณ ก็สามารถใช้ทำของตกแต่งบ้านอย่างง่ายๆในราคาแสนถูก โดยนำมาใช้เย็บเป็นปลอกหมอน หรือทำเป็นเบาะรองนั่ง ช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก่าของคุณให้ดูสวยน่าใช้ยิ่งขึ้น

13. ใช้ผ้าซ่อนความเก่า เก้าอี้นั่งที่ดูเก่าและเชย หรือโซฟาสมัยคุณยายที่ขาดแล้ว หากยังไม่มีสตางค์เอาไปซ่อมหรือซื้อของใหม่ ลองเย็บผ้าคลุมดูไหม โดยเลือกผ้าลายสวยที่ชอบเย็บให้ได้รูปทรง แล้วสวมทับลงไปปิดบังความเก่า และใช้งบน้อยมาก ใครที่นึกวิธีทำไม่ออก เราแนะให้ไปดูหนังสือ Sott Furnishings ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน มีไอเดียเกี่ยวกับผ้าและแพตเทิร์นให้ทำตามมากมาย บางอย่างใช้แทนกันได้

14. สมมุติว่าเป็นไม้ ม่านปรับแสงไม้ขาดแผ่นกว้าง 2 นิ้วกำลังเป็นที่นิยม ช่วยให้บ้านมีอารมณ์สบายแบบรีสอร์ท แต่ราคาค่อนข้างสูง คุณอาจเลือกใช้ม่านปรับแสงที่ทำจากอะลูมิเนียมแทน โดยเลือกขนาดของแผ่นม่านให้เท่ากัน ขึงด้วยแถบผ้าสีเข้มๆ เช่น สีดำหรือสีน้ำตาล ก็จะได้ม่านปรับแสงที่ดูดีแต่ราคาถูกกว่าเยอะ

15. สมมุติว่าเป็นโต๊ะ กล่อง ลัง หรือกระเป๋าเดินทาง แทนที่จะใช้เก็บของแล้ววางซ่อนอยู่มุมห้องเพียงอย่างเดียว เมื่อนำมาวางซ้อนกันยังสามารถใช้ทำเป็นโต๊ะกลาง หรือโต๊ะวางของอย่างง่ายๆ ช่วยประหยัดเหมือนได้เฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

16. สมมุติว่าเป็นผนัง ถ้าคุณจำเป็นต้องแบ่ง*** ส่วนของห้องเพิ่ม แต่ยังไม่มีสตางค์พอที่จะทำผนังเบา ลองทำราวเพื่อแขวนผ้าม่านขนาดยาวแทน โดยเลือกให้ขนาดของแผ่นผ้าม่านเท่ากัน นอกจากจะราคาถูกกว่าแล้วยังสามารถรูดม่านเก็บได้เมื่อต้องการเปิดพื้นที่โล่ง หรือปรับเปลี่ยนลายผ้าได้ไม่ยากด้วย

17. วงกบสีดำ ดูเหมือนแพง แทนที่ต้องใช้วงกบ UPVC หรือวงกบไม้ที่ราคาสูง วงกบอะลูมิเนียมสีดำก็ดูเท่ ดูดีได้ ราคาก็ถูกกว่ากันเยอะ แถมเข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ เป็นทางเลือกที่สถาปนิกนิยมเลือกใช้ เพราะประตูหน้าต่างแบบเรียบๆ กับกรอบสีเข้ม จะช่วยให้บ้านคุณดูดีขึ้นได้เกินราคา Mix &Match ประหยัดกว่า

18. เรียบไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่เราต้องใช้ไปอีกนาน อย่างโซฟา หรือโต๊ะรับประทานอาหาร ควรเลือกซื้อแบบและสีเรียบๆไว้ก่อน เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบนั้นเข้ากับอะไรก็ได้ แถมดูไม่น่าเบื่อง่ายหรือล้าสมัย ช่วยให้การซื้อของอื่นๆที่อยู่รายรอบง่ายดายขึ้น และประหยัดงบไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ

19. แต่งแบบไม่ยึดติด การเลือกแต่งบ้านโดยไม่ยึดติดกับสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง เช่น การเลือกใช้เก้าอี้คละแบบสำหรับชุดประทานอาหาร บางตัวอาจราคาถูก บางตัวอาจมีราคาสักหน่อย แต่เลือกให้เข้ากันได้ ก็ช่วยประหยัดได้มากกว่าการซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบยกชุด

20. เสียตรงไหนเปลี่ยนตรงนั้น ข้อดีของการแต่งบ้าน Mix&Match อีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อของบางชิ้นชำรุดเสียหาย เราก็สามารถเปลี่ยนหรือซ่อมใหม่ได้เฉพาะตัวที่เสีย ไม่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมทั้งชุด ประหยัดไปได้เยอะ



ที่มา : นิตยสารบ้านและสวน

Read More...

เปลี่ยนห้องเดิมๆ ให้สวย สดใส

ตื่นนอนตอนเช้ามองผ่านกระจกเห็นฟ้าสดใสของการเริ่มต้นวันใหม่ แต่พอหันมองไปรอบห้องเจอแต่ความจำเจของการตกแต่งห้องแบบเดิมที่ดูร่วมสมัย ซึ่งเป็นการร่วมสมัยระหว่างยายกับหลาน ครั้นจะเปลี่ยนแปลงเงินกงสีก็มีไว้สำหรับต่อยอดทำมาหากิน ที่บรรพบุรุษปูทางไว้ให้ ไม่ได้มีเพื่อตอบสนองความงามแบบคนรุ่นใหม่ที่ชอบสีสันและรักการเปลี่ยนแปลงเสียด้วย เล่านิยาย (ในชีวิตจริง) มาเสียยาวก็เพื่อจะแสดงให้เห็นความรู้สึกของคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงห้อง แต่ติดที่งบประมาณที่จำกัด แล้วอยากเปลี่ยนแปลงแบบชนิดจอขาวดำเป็นจอสีว่ายังงั้น ไหนจะค่าวัสดุ ค่าแรง ก็ปรับขึ้นราคาตามน้ำมันกันใหญ่ สินค้าสำเร็จรูปต่างๆ ก็มีดีไซน์ที่ยั่วยวนให้เป็นหนี้บัตรเครดิตทบเดือนแล้วเดือนเล่า


"color up your home" ในวารสาร "COLOR & feeling" ของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำการปรับปรุงห้องเดิมๆ ให้มีสีสันในงบประมาณที่จำกัดเอาไว้อย่างนี้

การเปลี่ยนสีห้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดสุด ซ้ำยังสามารถทำเองได้ ไม่ต้องเสียค่าแรงให้ช่างด้วย เพียงรวมกำลังครอบครัวทำเป็นกิจกรรมในวันหยุด ตามนโยบายรัฐ ซึ่งจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้อีกด้วย แต่อย่าทะเลาะกันเพราะการเลือกสีแล้วกัน เพราะตอนนี้บางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเครื่องผสมสี TOA COLOR WORLD ได้ติดตั้งโปรแกรมเปลี่ยนสีบ้าน ide@color เพื่อทดลองเปลี่ยนสีห้องได้ตามใจชอบก่อนตัดสินใจทาสีจริง

การเลือกสีให้กับห้องควรดูความเหมาะสม เช่น ห้องนอน ควรเป็นสีที่สบายตาชวนพักผ่อน สายตาที่หลับมานานกว่า 6-8 ชั่วโมง ตื่นมาก็ควรพบกับสีอ่อน หรือถ้าเข้มก็ควรเป็นสีโทนเย็น ไม่แสบตา ส่วนห้องรับแขก และรับประทานอาหาร ค่อนข้างจะอิสระในการเลือกสี เพราะอยู่ส่วนภายนอกจะสีสันสดใสเพียงใดก็ได้ มักจะตามรสนิยมของเจ้าของบ้าน แต่ถ้ามีการเล่นสีสด จะให้ดูดีควรเป็นปริมาณ 1 ใน 3 หรือ 4 ของพื้นที่ห้องทั้งหมด เพื่อดูสบายตาและสามารถทำกิจกรรมในห้องได้นาน (ตามหลักจิตวิทยาเรื่องสี)

การเลือกคู่สีทำได้ทั้งสีโทนใกล้ด้วยกัน อย่าง สีเขียวกับสีฟ้า สีเหลืองกับสีเขียว สีส้มกับสีเหลือง ส่วนที่คู่ตรงข้ามอย่างสีม่วงกับสีเหลือง สีส้มกับสีน้ำเงิน ก็ทำได้ แต่ควรให้สีใดสีหนึ่งมีความเข้มของสีน้อยกว่า และใช้ใน*** ส่วนที่แตกต่างกันอย่าง 1 ต่อ 4

ตัวอย่างที่จัดมาให้ดูเป็นการปรับปรุงห้องรับแขก ด้วยการเปลี่ยนสีผนังเดิมซึ่งเป็นสีขาวให้เป็นสีเหลืองที่มีการผสมสีขาวลงในแม่สี และใช้สีเขียวสดในระนาบของผนังด้านหนึ่งเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับห้อง และในวงกบและบานกรอบหน้าต่าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผนังสีเขียวอีกด้าน หรือการใช้สีทาเฟอร์นิเจอร์ชั้นวางของเก่าให้กลายเป็นของใหม่ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อของใหม่ และหาที่เก็บของเก่าให้วุ่นวาย

จากนั้นแต่งหน้าเติมปากอีกเล็กน้อย ด้วยการเปลี่ยนผ้าคลุมชุดโซฟา หาผ้ามีสีสันสักผืนตกแต่ง หรือการทำโคมไฟง่ายๆ ด้วยผ้า เพียงเท่านี้ห้องซีดๆ ห้องเดิมก็ฟื้นขึ้นมามีชีวิตชีวาได้ด้วยวิธีง่ายๆ ใช้ทุนน้อยใช้แรงมากหน่อยแต่ก็คุ้มค่าเหนื่อย และถ้าหากเป็นคนขี้เบื่อในช่วงเวลาสั้นๆ ละก็ แนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเปลี่ยนของตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกโคมไฟ แจกัน พรมไปก่อน จนรู้สึกว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วค่อยมารวมพลครอบครัวทาสีกันอีกครั้ง เห็นเป็นวิธีง่ายๆ ก็อย่าเปลี่ยนสีกันทุกเดือนแล้วกัน เดี๋ยวจะไม่มีคนในครอบครัวเหลือ เล่นใช้แรงงานกันเป็นว่าเล่นขนาดนี้



ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

มีอะไรในห้องจัดเลี้ยง

ากพูดถึงห้องจัดเลี้ยงหรือว่า ?งานเลี้ยง? ของคนสมัยก่อนนั้น ก็คงหนีไม่พ้นงานรื่นเริงสังสรรค์ อย่างงานเลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อต่างๆ หรือไม่ก็งานแต่งงาน โดยการจัดงานเลี้ยงในสมัยก่อนนั้น เน้น ?การกิน? เป็นสำคัญ เรียกว่าแขกที่มาต้องหัวราน้ำกันบ้างถึงจะสะใจ

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ?ห้องจัดเลี้ยง? ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งทางธุรกิจที่ต้องการสื่อถึงภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบและสวยงาม ห้องจัดเลี้ยงซึ่งมีชื่อเก๋ ๆ อีกชื่อว่า ?Event Room? จึงถูกประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวางขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้า (Product Launch) การเปิดแถลงข่าว (Press Conference) การจัดแสดงนิทรรศการ (Exhibition Show) หรืองานแฟชั่นโชว์ ฯลฯ ซึ่งได้เปลี่ยนรูปแบบห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเวทียกพื้นสูงผูกผ้าม่าน (คล้ายงานโรงเรียน) กลายเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่โอ่อ่าอลังการ ทั้งยังมีการจัดพื้นที่ที่หรูหราแตกต่างหลากสไตล์และรวมถึงการจัดโซนภายในงานเองด้วย เพราะใน งาน ๆ หนึ่งอาจมีหลายส่วน ทำให้การจัดสรรพื้นที่และทางสัญจรมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ทั้งการประดับตกแต่งภายในก็ช่วยบ่งบอกถึงลักษณะของงานจัดเลี้ยงนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากเป็นงานประเภทสังสรรค์ในโอกาสต่าง ๆ ก็มักจะเน้นที่บรรยากาศนุ่มนวลสบายตา โดยใช้พื้นผิวของผ้าและการจัดดอกไม้สมัยใหม่มาเป็นองค์ประกอบ แต่ถ้าออกแบบล้ำยุคประเภทงานแสดงเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ วัสดุสังเคราะห์ผิวมันวาวก็มักจะถูกนำมาใช้สื่อเรื่องราวของนวัตกรรมแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ การจัดระบบแสงนั่นเอง เพราะว่าแสงมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ ทำให้บรรดาผู้จัดงาน (Organizer) ต่าง ๆ นำหลักการข้อนี้มาใช้กันอย่างแพร่หลาย การเปลี่ยนสีของแสงไฟยังทำให้บรรยากาศภายในเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว อีกทั้งแสงยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งองค์ประกอบต่าง ๆ ในงานให้มีความสอดคล้อง กลมกลืนกันหรืออาจจะใช้เน้นที่ส่วนสำคัญก็สามารถทำได้หลายแบบหลากวิธี

นอกจากที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีอีกหลายองค์ประกอบภายในห้องจัดเลี้ยงที่น่าสนใจอีกมากมายที่คุณจะสามารถสัมผัสและอาจทำให้งานจัดเลี้ยงครั้งนั้นมีความหมายมากขึ้นสำหรับคุณ ถ้าไปงานจัดเลี้ยงคราวต่อไป ขอให้คุณลองมองรอบ ๆ งานดูบ้าง เพราะอาจมีอะไร ๆ ที่สะดุด ตามากกว่าโต๊ะอาหารและมุมค็อกเทลก็ได้



ที่มา : เดลินิวส์

Read More...

เติมความสดชื่นในห้องน้ำ

นวันหยุดพักผ่อนของคนเมือง หลายคนที่รักอากาศบริสุทธิ์แบบธรรมชาติ คงเคยคิดเนรมิตพื้นที่ว่างในบ้านตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าบ้าน หลังบ้าน หรือแม้แต่ ?ห้องน้ำ?พื้นที่หนึ่งในบ้านที่เจ้าของบ้านทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ให้มี ?มุมสวนสวย? เอาไว้เป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่งภายในบ้าน

หากแต่ยังไม่มีไอเดียว่าจะทำให้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงไม่กี่ตารางเมตร กลายเป็นสวรรค์สีเขียวขึ้น มาได้อย่างไร Good idea @ Home สัปดาห์นี้ จึงมีทางออกง่ายๆ มาฝากกัน...

มาเติมความสุขสดชื่นแจ่มใสให้องน้ำ ด้วยการจัดสวนแนว Bath in Nature เน้นห้องน้ำโทนสีขาว ตัดสลับกับพื้นที่สีเขียวใบไม้ เพื่อขับให้แสงในห้องน้ำให้ดูสว่างขึ้น ที่สำคัญต้องทำความสะอาดง่าย ไม่เพิ่มความสกปรก หรือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่อไป

ทว่า สีห้องน้ำในบ้านส่วนใหญ่มักถูกกำหนดออกมาตายตัว หากไม่เป็นสีขาว ก็สีครีม และใช้วัสดุตกแต่งหลักคือ กระเบื้อง ฉะนั้น ต้องการนำต้นไม้หรือวัสดุอื่นๆ มาจัดสวนในห้องน้ำ เราแนะนำว่าน่าจะใช้ของประดิษฐ์แทนของธรรมชาติดีกว่า

การจัดสวนสไตล์นี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณไปหาซื้อไม้พุ่มสีเขียวขนาดเล็กๆ ประมาณ 4 -5 ต้น และขนาดใหญ่ 1 ต้น มาจัดวางตามมุมต่างๆ ในห้องน้ำ โดยเฉพาะพื้นห้องน้ำ เราสามารถสร้างความแปลกตาได้ด้วยการหาไม้ลูกฟูกระเบียงมาวาง พร้อมกับโรยหินกรวดก้อนใหญ่สีเขียวตกแต่งขอบรอบๆ ประดับด้วยกบหรือเห็ดหิน เพิ่มความเก๋ไก๋ไปอีกแบบ และเป็นจุดดึงสายตาได้อีกด้วย

ส่วนผนังสูงโล่งนั้นด้านหลังอ่างน้ำ เราก็ใช้เถาวัลย์สีเขียวมาห้อยประดับตามความชอบ แต่อย่าติดให้หนา หรือทึบเกินไป เพราะมันจะให้อารมณ์เหมือนอยู่ป่า ! แทนมุมสวนสวย ส่วนผนังเปล่าที่เหลืออีกด้าน ก็เพิ่มลูกเล่นเท่ๆ ด้วยการติดกรอบรูปไม้ขนาดเล็กเข้าไป

ทั้งนี้ ถ้าไม่อยากให้บรรยากาศดูจำเจน่าเบื่อ คุณลองไปหาดอกไม้ของจริง มาเสียบในกระถางต้นไม้ประดิษฐ์ เช่น ดอกกุหลาบสีแดง มาเติมเสน่ห์ให้กับสวนเล็กๆ ดูงามตาขึ้นไปอีก หรือซื้อเทียนหอมมาตั้งไว้บนขอบอ่าง เผื่อจุดเวลานอนแช่น้ำคลายร้อนก็ดีไม่น้อย
เท่านี้ เราก็เชื่อว่าสวนเล็กๆ ในบ้าน จะสร้างความสุขให้กับคุณขึ้นมาอย่างทันตาเห็น

Tips
- ต้นไม้พลาสติกส่วนใหญ่ทำจากยางพารา หรือวัสดุสังเคราะห์ในตระ
*** ลพลาสติกทั้งหลาย ปัจจุบันพัฒนาการผลิตจนดูเหมือนของจริง แถมสีสันสดใสไม่แพ้กัน และดูแลง่ายกว่าต้นไม้จริงอีกต่างหาก
- สิ่งสำคัญในการตกแต่งที่เราควรคำนึงถึงอยู่เสมอคือ อย่างวางต้นไม้เหล่านี้มากจนเกินไป ต้องเผื่อพื้นที่ว่างสำหรับทางเดินในห้องน้ำบ้าง เพื่อให้มีพื้นที่ในการใช้สอย และสะดวกต่อการใช้งาน ในเวลาที่คุณรีบร้อนเข้าปฏิบัติภารกิจส่วนตัว และห้ามลืมว่าห้องน้ำนี้ คุณไม่ได้ใช้คนเดียวในครอบครัว ต้องเผื่อพื้นที่สำหรับคนรอบข้างที่อาจต้องการพื้นที่มากกว่าคุณ ในการเคลื่อนไหวเช่นกัน

สวนสวยด้วยงบ 1,000 บาท
ไม้ลูกฟูกระเบียง ราคา 99 บาท
กิ่งเถาวัลย์ประดิษฐ์ พลูใบเขียว ช่อละ 85 บาท
ไม้คัดประดิษฐ์ ขนาดกลาง 440 บาท ขนาดใหญ่ 980 บาท
ต้นฟินโลว์ประดิษฐ์ ราคากระถางละ 95 บาท
เทียนหอม ราคา 150 ? 200 บาท
กรอบรูปไม้ราคาอันละ 250 บาท


ที่มา : ไอเดียโดย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์

Read More...

กระจกวอลเปเปอร์ ...ศิลปะที่คุณสร้างสรรค์ได้...

ะเป็นยังไง ถ้าคุณสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้ทุกที่ในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่บนกระจก

บ้านใครที่มีประตูกระจกแบบบ้านเลื่อนอาจได้ลองแสดงฝีมือทางศิลปะอวดชาวบ้านกันได้ คอลัมน์ "เก็บตกนวัตกรรม" ในวารสาร "Cement Thai" วารสารในธุรกิจจัดจำหน่ายเครือซิเมนต์ไทย มีเกร็ดน่ารู้มาฝากคุณอีกแล้ว

เมื่อบริษัท เอชอาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นวิธีสร้างวอลเปเปอร์บนกระจกได้ด้วยตัวเองขึ้น ด้วยการติดแผ่นฟิล์มพิเศษที่ทำจากสารไวนิลลงบนกระจก โดยคุณสามารถสร้างสรรค์ลวดลายได้ตามความต้องการ ผลงานที่ออกมาจะคล้ายกับการแกะสลักกระจก หรือการใช้กระจกสี ซึ่งส่งผลให้ห้องสวยงามและดูดีขึ้นทันตาเห็น

การสร้างสรรค์กระจกวอลเปเปอร์สามารถทำได้ง่ายมาก ด้วยการตัดฟิล์มชนิดพิเศษนี้ด้วยกรรไกรหรือมีด ให้เป็นลวดลายตามใจชอบ จากนั้นนำไปติดบนกระจกด้วยลูกกลิ้งและน้ำผสมสบู่ เพียง 5-30 นาที คุณก็จะได้กระจกบานใหม่ที่มีลวดลายตรงใจ และไม่ซ้ำแบบใคร

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ห้องสวยงามขึ้นแล้ว ยังสร้างความเป็นส่วนตัวในบ้าน โดยที่แสงยังสามารถเข้ามาในห้องได้ จากที่เมื่อก่อนต้องปิดม่านอย่างเดียวอีกด้วย

กระจกวอลเปเปอร์ชิ้นนี้ถูกโหวตให้เป็น 1 ใน 5 สินค้าตกแต่งบ้านยอดเยี่ยมจากรายการ ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี รวมทั้งได้รับการแนะนำในรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับบ้านและสวน และนิตยสารอื่นๆ อีกหลายฉบับ

บ้านต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

เมื่อตอนเล็กๆ คงมีหลายคนเคยฝันว่าอยากมีบ้านอยู่บนต้นไม้ แต่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราอาจจะมีบ้านที่ไม่ได้อยู่บนต้นไม้เท่านั้น แต่เป็นบ้านที่สร้างมาจากต้นไม้เลยทีเดียว !

มิทเชลล์ โจอาคิม หัวหน้าทีมสถาปนิกจากสถาบัน MIT เปิดเผยว่า เขาและทีมงานกำลัง คิดค้นโครงการ "The Fab Tree Hab" หรือ "บ้านต้นไม้มหัศจรรย์" ขึ้น โครงการนี้ เป็นการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งนอกจากจะไม่สร้างความเสียหายแก่สภาวะแวดล้อมแล้ว บ้านต้นไม้นี้ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศอีกด้วย

บ้านต้นไม้จะถูกสร้างขึ้นจากต้นไม้ที่ถูกดัดลำต้น และนำกิ่งก้านของต้นไม้มาตัดแต่งและดัดเพื่อให้กลายเป็นที่พักอาศัย ส่วนโครงสร้างภายนอกจะทำมาจากไม้เถาและไม้เลื้อย ซึ่งใช้ดินเหนียวและฟางมาอุดระหว่างช่องว่าง เพื่อป้องกันความร้อน ความเย็นและช่วยไล่ความชื้นออกไป สำหรับส่วนของกระจกทำจากพลาสติกที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถุหลักในการผลิต ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษสามารถ โค้งงอไปตามตัวบ้านได้

เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านนั้นก็จะใช้วิธีเดียวกัน คือ การดัดและตัดแต่งต้นไม้ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการ เช่น เตียง โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ บ้านที่ได้ จึงถือเป็นบ้านที่มาจากธรรมชาติล้วนๆ

โดยขณะนี้ทางเอ็มไอทีกำลังศึกษาความ เป็นไปได้ของโครงการนี้กันอยู่ ถ้าผ่านเมื่อไหร่ คนที่หลงใหลการอยู่กับธรรมชาติคงได้ร้องเฮแน่นอน


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

ทำสปาแบบง่ายๆ ที่บ้านคุณ

นช่วงปีนี้ หลายๆ คนคงได้สังเกตุเห็นว่า ธุรกิจสปาในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นเร็วมาก อย่างไรก็ตาม การไปใช้บริการสปาตามสถานที่ต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินใช้ทองไม่น้อยทีเดียว ทำให้เป็นอุปสรรคพอสมควรสำหรับคนประเภทเบี้ยน้อยหอยน้อย
ขณะที่บรรดาคนมีสตางค์เองก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะทำสปาแบบง่ายๆ ขึ้นที่ "บ้าน" เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการแต่งเติมชีวิต ในความเป็นจริงนั้น การทำสปาที่บ้านไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าหากรู้วิธีก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ เช่นกัน

สำหรับวิธีการทำสปาที่บ้านนั้น ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ให้เหมาะสม โดยใช้มุมของบ้านที่สบายๆ โล่งๆ มีลมเบาๆ และจัดหาสถานที่สำหรับเอนหลังเอาไว้นอนด้วยก็จะเป็นการดี

พอได้ที่แล้ว ก็มาถึงเรื่องของการสร้างบรรยากาศ ซึ่งสปาทั่วๆ ไปนั้นจะมีกลิ่นธรรมชาติหอมฟุ้งเบาๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้น ก็ต้องมีการเตรียมการสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เช่น กลิ่นกำยาน น้ำมันหอมระเหยจากพืช ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ ฯลฯ พร้อมทั้งสรรหาดนตรีบรรเลงสไตล์อาราเบียนหรือฮินดู เพื่อให้เข้ากับกลิ่น ส่วนเรื่องของแสงไฟนั้น ต้องแนะนำว่า ควรหรี่แสงไฟให้น้อยที่สุดเพื่อทำให้เคลิ้มหลับได้ง่าย

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือเวลาที่จะทำสปา จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า วันอาทิตย์เวลาบ่ายสองโมงเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ถามว่าทำไมต้องเป็นวันและเวลานั้น บอกได้คำเดียวว่า ต้องลองทำดูแล้วถึงจะรู้

เมื่อจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้พร้อมสรรพแล้ว ก็มาถึงกรรมวิธีในการ สปา ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเปิดเพลง สร้างกลิ่น จากนั้นก็ไปอาบน้ำโดยใช้เวลาอย่างน้อย 6 นาที ไม่ใช่รีบๆ อาบให้เสร็จๆ เพราะจุดประสงค์คือการผ่อนคลาย

หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว ให้เช็ดตัวสบายๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เบาสบาย นอนเอนหลังลงในที่ที่เตรียมไว้แล้วหลับตา ผ่อนคลาย อย่าพยายามคิดอะไร นอกจากคล้อยตามเพลงที่ชอบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนด้วยการหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย....แล้วคิดในใจว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะตื่น...

จากนั้นหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เมื่อคุณตื่นขึ้นมา จะรู้สึกถึงความสบายและผ่อนคลายในอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับเวลาที่ไปใช้บริการในสปาต่างๆ อย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ใครอยากทดลองทำสปาแบบง่ายๆ ในบ้าน และได้ผลเหมือนกับเวลาไปใช้ในสถานบริการสปาก็ทดลองทำตามข้อแนะนำข้างต้น ซึ่งรับรองว่าจะติดใจและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน



ที่มา : ผู้จัดการ

Read More...

นางฟ้าน้อยๆ บนสวรรค์ในบ้าน เปลี่ยนห้องให้สดใส ด้วยการเพนต์สี

ารดูแลตัวเองและครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข เริ่มต้นได้ไม่ยากด้วยการเอาใจใส่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้สะอาดสวยงาม เพิ่มบรรยากาศการพักผ่อนให้แปลกใหม่ มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ หนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างบรรยากาศง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก เช่น การเปลี่ยนสีหรือรูปแบบผนังให้ไม่จำเจด้วยการเลือกการเพนต์สีเป็นลวดลายแพตเทิร์นต่างๆ แทนการใช้การติดวอลเปเปอร์แบบเดิมๆ ที่เริ่มไม่เป็นที่นิยม เพราะอายุการใช้งานสั้น ไม่ทนต่อแสงแดด ความร้อน และหลุดล่อนง่ายเมื่อกาวเสื่อมสภาพ

ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการเลือกสีที่ดี ล้างออกง่าย ไม่มีสารระเหยผสม นำมาเพิ่มลูกเล่นให้ผนังด้วยการสร้างรูปแบบของลายผนังที่คิดขึ้นเอง จะทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนติดวอลเปเปอร์แต่สวยงามไม่ซ้ำใคร มีอายุการใช้งานนาน ปลอดภัยและปรับเปลี่ยนแบบได้ง่าย รูปแบบตัวอย่างที่นำมาฝาก นำมาจากคอลัมน์ "Do it yourselt" ในวารสาร "Color & feeling" ของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด คือ ลายนางฟ้าตัวน้อย ที่เหมาะกับห้องนอนของเด็กๆ หรือจะนำไปปรับแต่งใช้กับห้องอื่นๆ ของบ้านก็สามารถทำได้

ขั้นตอนในการสร้างแพตเทิร์นบนผนังทำได้ดังนี้

เตรียมอุปกรณ์จำเป็น ฟองน้ำ เทปกาว สีอิมัลชั่น 3 เฉดสี กระดาษลอกลาย กระดาษแข็ง ดินสอ พู่กัน แบบปลายเรียว และแบบแปรงหัวกลม

1.วิธีการสร้างลวดลายเริ่มจากการคัดลอกรูปภาพที่ชอบ อย่างภาพนางฟ้า ปุยเมฆ ใบไม้ หรือดอกไม้ ลงบนกระดาษลอกลายนำไปทาบกับกระดาษแข็งแล้วตัดให้ได้รูป นำไปวางทาบบนผืนผนังที่กำหนดตำแหน่งสร้างภาพไว้

2.ผสมสีที่เตรียมไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ เลือกสีที่เข้ากับลวดลายเป็นสีหลัก เลือกสีตัดกันหรือสีกลมกลืนเป็นตัวสร้างสีสัน และอาจเลือกสีขาว ดำ หรือทองอีก 1 สีเป็นตัวตัดขอบหรือเป็นสีเบจให้กับภาพ

3.ใช้เทปกาวติดบนผนังกันขอบด้านบนและด้านล่าง อาจกำหนดให้มีความกว้าง 20-30 เซนติเมตร ขึ้นกับความสมดุลของผืนผนังทั้งหมด ใช้ลูกกลิ้งหรือแปรงทาสีหลักภายในพื้นที่ระหว่างเทปกาว รอจนสีแห้งใช้พู่กันจุ่มสีระบายลงบนภาพนางฟ้า โดยอาจไล่โทนให้มีสีเข้มอ่อนในสีเดียวกัน จากนั้นใช้สีที่ 2 ซึ่งเป็นสีตัดกันหรือสีในโทนใกล้เคียงเติมในส่วนประกอบ เช่น ปีกนางฟ้า แขน ขา แล้วใช้สี สุดท้ายแต่งขอบหรือระบายพื้นผิวด้านหลังตัวนางฟ้าทั้งหมด เพื่อเพิ่มความเด่นชัดให้กับรูปภาพ

4.ใช้กระดาษแข็งเจาะเป็นลายเรขาคณิตที่ชอบ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดบนแถบกระดาษยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด แล้วใช้เทปกาวติดบนผนังกันขอบด้านบนและด้านล่าง อาจกำหนดให้มีความกว้าง 10 เซนติเมตร ใช้แปรงทาสีขอบในพื้นที่ระหว่างเทปกาว รอจนสีแห้ง ใช้แถบกระดาษที่เจาะรูปเรขาคณิตไว้ทาบบนพื้นที่ทาสีขอบ ใช้สีที่ 1 หรือ 2 ระบายบนช่องลายเรขาคณิตเพื่อสร้างรายละเอียดให้กับภาพทั้งหมด สร้างลวดลายต่อเนื่องไปตามลำดับข้างต้นจนเต็มผนังที่ตั้งใจไว้ก็จะได้ผนังสวยที่เหมาะกับห้องและความชอบส่วนตัว

5.ลอกเทปกาวที่ติดไว้ออกทั้งหมดเมื่อแน่ใจว่าสีแห้งดีแล้ว จากนั้นใช้พู่กันปลายเล็กแต่งขอบให้คมชัดและเพิ่มรายละเอียด เช่น ปุยเมฆ หรือตัวอักษรต่างๆ ในภาพ เป็นอันเสร็จขั้นตอน

แล้วสวรรค์น้อยๆ ก็ลอยมาอยู่ใกล้แค่เอื้อม ความสุขที่ไขว่คว้าได้ด้วย 2 มือ เพิ่มความภูมิใจในการแต่งบ้านด้วยตัวเอง และเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ให้สดใสขึ้นในราคาที่แทบไม่ต้องลงทุน



ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

แต่งห้องตามบุคลิก

รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันต่างกับวันวานอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพ หรือแม้แต่คนต่างถิ่นที่มาอาศัยในกรุงเทพฯ เริ่มจะเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดเจน เราเริ่มให้ความสนใจในความเป็นปัจเจกของตนเองมากขึ้น มีการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนมีมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การแต่งห้องที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนจึงมีมากขึ้นเช่นกัน

1.ห้อง Zen
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่าย และความสงบนิ่งแห่งวิถีเซน ห้องท่านแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย ห้องที่ทุกอย่างถูกจัดวางดั่งการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างมีความหมาย มีแต่ของใช้งานที่จำเป็น ไม่มีส่วนเกิน หากจะมีตู้เก็บของที่เก็บของก็ถูกซ่อนเป็นส่วนหนึ่งของผนัง ชอบแนวนี้..แนะนำให้แวะไปร้านพันตา Siam Discovery.

2.ห้องขาร็อค
การแต่งห้องให้ออกมาในบรรยากาศสีดำ มีภาพโปสเตอร์ของวงดนตรียอดนิยม วงดนตรีในอุดมคติ ประดับผนัง มีงานหนัง งานโลหะ ซึ่งขาร็อคส่วนใหญ่นิยมคลั่งไคล้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเครื่องดนตรี ผลงานต่าง ๆ จำนวนมาก การจัดแต่งโดยเอาของเหล่านี้มาประดับตกแต่งก็ดีนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง ปกเทป ปกซีดี เครื่องดนตรี ทุกชิ้นคือ งานศิลป์หมด สำหรับขาร็อค รุ่นใหญ่ก็มักจะมีเครื่องเสียงชุดรวม ที่เจ้าของมักจะอยากนำออกมาโชว์ด้วยความภาคภูมิ อันนี้ไม่ว่ากัน หากชอบของสะสมลองแวะไป MUSIC ONE และ CD WARE HOUSE.

3.ห้องเจ้าหญิง
ผู้ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าหญิงการทำห้องเป็นสีชมพู สีม่วงอ่อนมีลูกไม้ออกโทนหวานเห็นจะเป็นเสมือนข้อบังคับของการตกแต่งแนวนี้ มีการประดับด้วยเครื่องแก้ว ผ้าโปร่งโคมไฟระย้า มักมีตุ๊กตาและของประดับหวาน ๆ ผ้าลูกไม้ ไม้แกะสลักทาสีขาว พรม ลงไปด้วย โดยหลาย ๆ อย่างเป็นลายดอกไม้ เพื่อเพิ่มความอ่อนหวานให้กับห้องโดยเฉพาะ

4.ห้องวัฒนธรรม
ผู้ที่ชื่นชอบวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ห้องไทย คือ ห้องที่ตกแต่งให้มีความเป็นไทยได้ดี สำหรับท่านที่ไม่มีเรือนไทย ซึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่ การแต่งห้องด้วยของไทย ๆ เช่น ผ้าไทย เฟอร์นิเจอร์ที่ดูไทย ๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้พระธรรม ตั่ง หมอนสามเหลี่ยม ไม้แกะสลัก สิ่งเหล่านี้สามารถประกอบกันเป็นห้องไทยได้ และหากบางท่านที่ชอบวัฒนธรรมอื่น การที่เราจะแต่งห้องให้สะท้อนวัฒนธรรมนั้น ๆ ออกมาก็ไม่ผิดอะไร ซึ่งห้องที่นิยมตกแต่งในแนวนี้ตอนนี้เห็นจะไม่พ้นห้องรับแขก ให้โอกาสคนอื่น ๆ ได้สัมผัสชื่นชมไปพร้อม ๆ กับเราด้วย

5.ห้องนักสะสม
หลายท่านเป็นนักสะสมของเก่า รอบกายจะต้องรายล้อมไปด้วยของเก่าของรักจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ของสะสม ผนังบ้านกลายเป็นที่แสดงงานสะสม ในตู้ก็เต็มไปด้วยของสะสม ที่ผู้เขียนชอบที่สุด คือ ห้องนักสะสมของเล่น และห้องนักสะสมของแถมของแจก ของเหล่านี้มีดีไซน์น่ารัก หากคุณมีเพื่อนเป็นนักสะสม ลองให้เขาหรือเธอเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับที่มาของของสะสมแต่ละชิ้นให้ฟังสิ ประกายแห่งความสุขจะฉายบานออกมาให้เห็นเลยล่ะ

6.ห้องนักเดินทาง
ห้องนี้จะคล้ายห้องนักสะสม เพียงแต่จะต่างกันตรงของในห้องจะเป็นภาพถ่ายจำนวนมาก ของที่ระลึกจากประเทศต่าง ๆ และสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้ไปมา บางท่านชอบการเดินเรือซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการเดินทางจะต้องมีเข็มทิศ นาฬิกาแบบเรือโบราณ ของเหล่านี้มักจะสร้างเสน่ห์ เช่นเดียวกับนักสะสมของทุกชิ้นมีเบื้องหลัง และหลายท่านมีการเก็บภาพวีดีโอไว้ด้วย ห้องนี้จึงควรต้องมีทีวีและเครื่องเล่นไว้ด้วย



ที่มา : นิตยสาร dgmagazine.com

Read More...

เทคโนโลยี Smart Home เติมความอัจฉริยะให้บ้านยุคใหม่

คยไหมที่เราต้องกลับบ้านดึกอยู่เป็นประจำ ไปปฏิบัติหน้าที่ตามต่างจังหวัดเป็นเวลานานๆ แล้วมีความรู้สึกเป็นห่วงบ้าน เป็นห่วงต้นไม้ที่ไม่มีใครดูแลรดน้ำ หรือเป็นห่วงความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน

เชื่อว่าตัวอย่างที่ยกขึ้นมานั้น คงโดนใจหลายๆ คนจากความกังวลดังกล่าว หากมีระบบหรือเทคโนโลยีอะไร...สักอย่างที่ช่วยให้เราสามารถสั่งเปิด-ปิดไฟบริเวณรั้วบ้าน ไฟแสงสว่างบางจุดภายในบ้านในช่วงเวลากลางคืน เปิด-ปิด sprinkle สำหรับรดน้ำต้นไม้ หรือแม้กระทั่งช่วยให้เราสามารถมองเห็นสภาพของบ้าน หรือสมาชิกในครอบครัวของเราได้

โดยปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ ได้มีส่วนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่กล่าวมา ประกอบกับเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเรียกว่ากลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตเราเลยก็ว่าได้ ดังจะเห็นได้จากอัตราการใช้อุปกรณ์ไอที คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เราสามารถสั่งเปิด-ปิดไฟแสงสว่าง หัวฉีดน้ำ sprinkle เพื่อรดน้ำต้นไม้ในสวน หรือเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในบ้านของเราผ่านเครื่องโทรศัพท์ธรรมดาจากที่ทำงานหรือเครื่องโทรศัพท์มือถือ

รวมทั้งยังสามารถทราบได้ว่ามีคนบุกรุกเข้ามาในบ้านของเรา ด้วยระบบรักษาความปลอดภัย และแจ้งเตือนมายังมือถือของเรา

จากตัวอย่างที่ยกมาจะพบว่าระบบ "สมาร์ตโฮม" ไม่ใช่แค่การหยิบอุปกรณ์เป็นชิ้นๆ มาติดตั้งแล้วเป็นอันว่าเสร็จ หรือจะต้องเลือกเฉพาะอุปกรณ์ที่มีราคาแพงเท่านั้นมาใช้อีกต่อไป การเลือกระบบสมาร์ตโฮมจะต้องคำนึงถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแต่ละคน รวมถึงการเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความกลมกลืน ใช้งานง่าย

ที่สำคัญต้องใช้ประโยชน์ได้ทุกวัน และมีส่วนช่วยยกระดับให้การอยู่บ้านมีความสุข ความปลอดภัย มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบนต้นทุนที่เหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของบ้านและสมาชิกทุกคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน

smart home สามารถทำบ้านให้เป็นบ้านอัจฉริยะ ซึ่งประกอบไปด้วย
- ระบบโฮมออโตเมชั่น (home automation) อาทิ สั่งงานเปิด
-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทางโทรศัพท์
- ระบบควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง (lighting control) สามารถสร้างบรรยากาศในบ้านด้วยการควบคุมแสงสว่าง
- ระบบสื่อสาร (communication system) รองรับการเชื่อมต่อ hi speed internet ความเร็วสูง CATS
- ระบบความปลอดภัยภายในบ้าน (home security system) รักษาความปลอดภัยพร้อมระบบเตือนภัย siren และ infrared ทั้งป้องกันผู้บุกรุกและป้องกันอัคคีภัย

นับจากวันนี้ไประบบสมาร์ตโฮมจะเริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความต้องการยกระดับให้ชีวิตสะดวกสบายและปลอดภัย...


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

WORKING with color จิตวิทยาสีในการตกแต่ง

ลายคนบอกว่าการใช้สีเป็นเรื่องยาก และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ คำกล่าวนี้อาจมีเหตุผลและเป็นจริงในส่วนหนึ่ง มนุษย์มีทักษะในเรื่องของสีและการใช้สีมาแต่เกิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นวิชาศิลปะที่เราๆ ท่านๆ ได้มีประสบการณ์ผ่านมา ?สี? นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีความพิเศษอย่างหนึ่งในงานตกแต่ง เพราะสีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อารมณ์ จิตใจ ตลอดจนบรรยากาศโดยรวมของบ้านหรืออาคารสำนักงานของท่าน อาคารสำนักงานบ้านเรามักมี ?สีขาว? เป็นส่วนประกอบหลักถ้าไม่เป็นขาวล้านก็เป็นขาวควันบุหรี่ หรือขาวอมสีอื่นๆ สุดแล้วแต่จะสรรหาได้ คำถามคือทำไมถึงต้อง ?สีขาว? เหตุผลทางจิตวิทยาง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถตอบได้คือ สีขาวทำให้ห้องดูใหญ่ กว้างขวาง สะอาด และลดความเสี่ยงในการตกแต่งภายในในการหาสิ่งของ เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ เพื่อมา Match กับห้องนั้นๆ สีขาวเป็นสีของแสงและเป็นสีกลางที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดาวรรณะของสีทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสีที่นิ่งเฉย สงบ และขาดความตื่นเต้นไปในตัวเอง ถ้าคุณสังเกตอาคารสำนักงานโดยเฉพาะที่ผ่านการตกแต่งภายในปัจจุบัน ผู้ออกแบบมักจะเลือกสีในวรรณะอื่นๆ ผสมผสานสอดแทรกอยู่ด้วย อาทิเช่น แดง เหลือง ฟ้า เขียว ทั้งนี้เพื่อลดความน่าเบื่อและยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของอาคารและการตกแต่งได้ด้วย ความพยายามในการใช้จิตวิทยาของสีในการสร้างบรรยากาศโดยรวมของอาคารสำนักงานให้เกิดเอกลักษณ์ขององค์กรได้อุบัติขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคนี้ นอกจากจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกต่าง ความโดดเด่น และการจดจำ จนคุณสามารถบอกได้ว่าสีม่วงนี้เป็นสีนำของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง สีเขียวนี้เป็นของร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง สีเหลือง-แดง เป็นของร้าน Fast Food ระดับนานาชาติ เป็นต้น ตัวอย่างข้างต้นทำให้เราสามารถสรุปได้ว่าความสำคัญของสีในการตกแต่งมีผลโดยตรงกับการสื่อสารระหว่างผู้บริโภค และเจ้าของกิจการ

การนำสีมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งมีมาช้านานในทุกภูมิภาคของโลก พร้อมทั้งได้สร้างแนวคิดปรัชญาของการใช้สีภายใต้พื้นฐานของเหตุผลความคิด (Rational Thinking) ความงดงาม (Aesthetic Appearance) ตลอดความเชื่อคล้ายกัน การศึกษาเรื่องสีในฐานะของศาสตร์ในการตกแต่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งไม่น้อยไปกว่าการออกแบบในส่วนอื่นของอาคารสำนักงาน การเลือกใช้สีในการตกแต่ง วรรณของสีในการตกแต่งภายในสามารถแยกประเภทเป็นโทนสีง่ายๆ ตามการใช้งานได้หลากหลายประเภท ซึ่งพอจะแจกแจงตามจุดประสงค์ของการใช้โดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้

1. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะร้อน (Warm Color)

เช่น แดง ส้ม เหลือง ม่วงแดง ม่วง ร้านค้าหรือสำนักงานที่ใช้สีประเภทนี้นอกจากจะช่วยให้หายจากความเฉื่อยชาแล้ว ยังมีส่วนใจการสร้างบรรยากาศให้มีความรู้สึกของ Welcome Atmisphere อบอุ่น เป็นกันเอง การใช้สีประเภทนี้ควรจะเลือกใช้ภายในห้อง ที่ต้องการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้มีชีวิตชีวา ส่วนของอาคาร อาทิเช่น ส่วนต้อนรับ ส่วนโรงอาหาร ตลอกจนส่วน Service ต่างๆ มักจะใช้สีโทนนี้กันมาก การใช้สีโทนร้อนในการตกแต่ง ควรจะเลือกใช้ในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับองค์ประกอบรวมของสีภายในทั้งหมด อาจจะใช้เป็นการเน้นในบางผนังหรือเฟอร์นิเจอร์บางส่วนเพื่อความโดดเด่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้อยู่เกิดความรู้สึกร้อนและไม่สามารถอยู่ได้นาน
2. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะเย็น (Cool Color)

เช่น น้ำเงิน น้ำเงินคราม ม่วงคราม เขียวเหลือง เขียวแก ่ สีโทนเย็นเป็นสีที่ได้ลอกเลียนสีของธรรมชาติ เช่น สีของท้องทะเลและผืนฟ้า เมื่อนำมาใช้ตกแต่งภายในสีประเภทนี้จึงมีผลช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเปิดโล่งสบาย ระงับความกระวนกระวายและดูมีระเบียบแบบแผน สีโทนเย็นมักจะเหมาะกับการตกแต่งห้องพักผ่อน ห้องน้ำ ตลอดจนห้องทำงานของผู้บริหารที่ต้องการบรรยากาศของความเป็นระเบียบ น่าเชื่อถือ และเนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น สีโทนเย็นจึงยังช่วยสร้างความรู้สึกในการลดความร้อนได้ทันที

3. การตกแต่งโดยใช้สีกลาง (Neutral Color)

สีกลุ่มนี้เป็นสีที่ไม่ถือว่าอยู่วรรณะใดของสี และถือได้ว่าไม่มีเนื้อสีอยู่จริง คือสามารถอยู่คู่กับสีทุกๆ โทนสีได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สีนี้ตกแต่งได้ทันที สีใจกลุ่มนี้ได้แก่ สีขาว เทา ดำ น้ำตาล เบจ ครีม เป็นต้น Neutral Color ให้ความรู้สึกราบเรียบ สะอาดตา การตกแต่งในบ้านเรามักใช้สีโทนนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสำนักงาน การใช้สีประเภทนี้โดยไม่มีการผสมผสานของสีวรรณะอื่นๆ จะทำให้บรรยากาศภายในดูน่าเบื่อ จะบางครั้งดูหดหู่ได้ง่าย การตกแต่งโดยใช้สีประเภทนี้มักจะใช้ในบริเวณที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โถงส่วนกลาง ทางเดิน เป็นต้น

4. การตกแต่งโดยใช้สี Monotone

กลุ่มสีเอกรงค์ หรือสีโมโนโทน มีลักษณะเป็นกลุ่มสีเดียวกันที่แบ่งเป็นหลายโทนสี หรือมีน้ำหนักอ่อน-แก่แตกต่างกันไป โดยมีหลักเกณฑ์การใช้คือ เลือกสีจากวงจรสีวรรณะใดวรรณะหนึ่ง โดยเลือกสีที่เข้าจัดเป็นสีหลักแล้วลดความเข้มของสีลงตามลำดับประมาณ 4-5 ลำดับ เช่น การตกแต่งใช้โทนสีแดงเป็นสีหลักหรือสีแม่ หลังจากนั้นจะลดความสดของสีลงเป็น แดงอ่อน แดง-ส้ม ส้ม-เหลือง เหลือง ตามต้องการ สีประเภทนี้เป็นสีที่มีโครงสร้างสีไม่รุนแรงและดูกลมกลืนกันได้อย่างดี การเลือสีประเภทนี้เพื่อการตกแต่งจะทำให้พื้นที่ภายในห้องดูมีความเรียบง่ายและประณีต

5. การตกแต่งโดยใช้สีตรงกันข้าม (Contrast)

การเลือกใช้สีตรงข้ามมาตกแต่ง มีให้เห็นไม่มากนักกับการตกแต่งภายใน ตัวอย่างการใช้สีประเภทนี้ อาทิเช่น การจับคู่เฉดตรงข้าม แดง-เขียว ฟ้า-ส้ม เหลือง-ม่วง เป็นต้น สีตรงข้ามจะทำให้ห้องหรือพื้นที่เกิดความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มสีอื่นๆ ทั้งนี้การเลือกใช้สีประเภทนี้จะต้องใช้*** ส่วนการผสมที่เหมาะสม โดยอาจใช้หลักการของอัตราส่วน 70:30 หรือ 80:20 แล้วแต่ความเหมาะสม

6. การตกแต่งโดยใช้สีพาสเทล (Pastel)

สีพาสเทลคือสีในวรรณะต่างๆ ที่เกิดจากการเอาสีขาวมาผสมเพื่อลดความเข้มข้นของเนื้อสีลง สีประเภทนี้เป็นสีที่มีความนิยมในการเลือกใช้สูง เนื่องจากให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย สีโทนนี้สามารถสร้างบรรยากาศให้ห้องเกิดอารมณ์ได้ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นนุ่มๆ หวานๆ และโรแมนติก เช่น สีชมพู สีส้มอ่อน สีครีม เป็นต้น

การใช้สีที่เหมาะสมกับการตกแต่งนอกจากจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ได้อย่างดี ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ในการวางยุทธ์ศาสตร์ ว่าพื้นที่ใดต้องการอารมณ์แบบไหน การเลือกสีให้สำนักงานที่สวยงามนั้นไม่มีความจำเป็นและข้อกำหนดตายตัวในการใช้สี อีกทั้งไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่อง Trend เพราะเทรนด์เหล่านี้ผ่านมาและผ่านไปตามยุคสมัย สำหรับผู้ที่คิดจะทำการตกแต่งสำนักงาน การเลือกใช้สีจึงควรพิจารณาถึงเหตุผลเบื้องต้น และผลกระทบอิทธิพลที่มีต่อผู้ใช้พื้นที่และเอกลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ เป็นหลักมากกว่า



ที่มา : Magazine For Office People

Read More...