วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำสปาแบบง่ายๆ ที่บ้านคุณ


ในช่วงปีนี้ หลายๆ คนคงได้สังเกตุเห็นว่า ธุรกิจสปาในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นเร็วมาก อย่างไรก็ตาม การไปใช้บริการสปาตามสถานที่ต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินใช้ทองไม่น้อยทีเดียว ทำให้เป็นอุปสรรคพอสมควรสำหรับคนประเภทเบี้ยน้อยหอยน้อย

ขณะที่บรรดาคนมีสตางค์เองก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะทำสปาแบบง่ายๆ ขึ้นที่ "บ้าน" เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการแต่งเติมชีวิต ในความเป็นจริงนั้น การทำสปาที่บ้านไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าหากรู้วิธีก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ เช่นกัน

สำหรับวิธีการทำสปาที่บ้านนั้น ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ให้เหมาะสม โดยใช้มุมของบ้านที่สบายๆ โล่งๆ มีลมเบาๆ และจัดหาสถานที่สำหรับเอนหลังเอาไว้นอนด้วยก็จะเป็นการดี

พอได้ที่แล้ว ก็มาถึงเรื่องของการสร้างบรรยากาศ ซึ่งสปาทั่วๆ ไปนั้นจะมีกลิ่นธรรมชาติหอมฟุ้งเบาๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้น ก็ต้องมีการเตรียมการสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เช่น กลิ่นกำยาน น้ำมันหอมระเหยจากพืช ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ ฯลฯ พร้อมทั้งสรรหาดนตรีบรรเลงสไตล์อาราเบียนหรือฮินดู เพื่อให้เข้ากับกลิ่น ส่วนเรื่องของแสงไฟนั้น ต้องแนะนำว่า ควรหรี่แสงไฟให้น้อยที่สุดเพื่อทำให้เคลิ้มหลับได้ง่าย

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือเวลาที่จะทำสปา จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า วันอาทิตย์เวลาบ่ายสองโมงเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ถามว่าทำไมต้องเป็นวันและเวลานั้น บอกได้คำเดียวว่า ต้องลองทำดูแล้วถึงจะรู้

เมื่อจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้พร้อมสรรพแล้ว ก็มาถึงกรรมวิธีในการ สปา ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเปิดเพลง สร้างกลิ่น จากนั้นก็ไปอาบน้ำโดยใช้เวลาอย่างน้อย 6 นาที ไม่ใช่รีบๆ อาบให้เสร็จๆ เพราะจุดประสงค์คือการผ่อนคลาย

หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว ให้เช็ดตัวสบายๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เบาสบาย นอนเอนหลังลงในที่ที่เตรียมไว้แล้วหลับตา ผ่อนคลาย อย่าพยายามคิดอะไร นอกจากคล้อยตามเพลงที่ชอบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนด้วยการหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย....แล้วคิดในใจว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะตื่น...

จากนั้นหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เมื่อคุณตื่นขึ้นมา จะรู้สึกถึงความสบายและผ่อนคลายในอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับเวลาที่ไปใช้บริการในสปาต่างๆ อย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ใครอยากทดลองทำสปาแบบง่ายๆ ในบ้าน และได้ผลเหมือนกับเวลาไปใช้ในสถานบริการสปาก็ทดลองทำตามข้อแนะนำข้างต้น ซึ่งรับรองว่าจะติดใจและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน


ที่มา : ผู้จัดการ

Read More...

WORKING with color จิตวิทยาสีในการตกแต่ง

หลายคนบอกว่าการใช้สีเป็นเรื่องยาก และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ คำกล่าวนี้อาจมีเหตุผลและเป็นจริงในส่วนหนึ่ง
มนุษย์มีทักษะในเรื่องของสีและการใช้สีมาแต่เกิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นวิชาศิลปะที่เราๆ ท่านๆ ได้มีประสบการณ์ผ่านมา ?สี? นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีความพิเศษอย่างหนึ่งในงานตกแต่ง เพราะสีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อารมณ์ จิตใจ ตลอดจนบรรยากาศโดยรวมของบ้านหรืออาคารสำนักงานของท่าน อาคารสำนักงานบ้านเรามักมี ?สีขาว? เป็นส่วนประกอบหลักถ้าไม่เป็นขาวล้านก็เป็นขาวควันบุหรี่ หรือขาวอมสีอื่นๆ สุดแล้วแต่จะสรรหาได้ คำถามคือทำไมถึงต้อง ?สีขาว? เหตุผลทางจิตวิทยาง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถตอบได้คือ สีขาวทำให้ห้องดูใหญ่ กว้างขวาง สะอาด และลดความเสี่ยงในการตกแต่งภายในในการหาสิ่งของ เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ เพื่อมา Match กับห้องนั้นๆ สีขาวเป็นสีของแสงและเป็นสีกลางที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดาวรรณะของสีทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสีที่นิ่งเฉย สงบ และขาดความตื่นเต้นไปในตัวเอง ถ้าคุณสังเกตอาคารสำนักงานโดยเฉพาะที่ผ่านการตกแต่งภายในปัจจุบัน ผู้ออกแบบมักจะเลือกสีในวรรณะอื่นๆ ผสมผสานสอดแทรกอยู่ด้วย อาทิเช่น แดง เหลือง ฟ้า เขียว ทั้งนี้เพื่อลดความน่าเบื่อและยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของอาคารและการตกแต่งได้ด้วย ความพยายามในการใช้จิตวิทยาของสีในการสร้างบรรยากาศโดยรวมของอาคารสำนักงานให้เกิดเอกลักษณ์ขององค์กรได้อุบัติขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคนี้ นอกจากจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกต่าง ความโดดเด่น และการจดจำ จนคุณสามารถบอกได้ว่าสีม่วงนี้เป็นสีนำของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง สีเขียวนี้เป็นของร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง สีเหลือง-แดง เป็นของร้าน Fast Food ระดับนานาชาติ เป็นต้น ตัวอย่างข้างต้นทำให้เราสามารถสรุปได้ว่าความสำคัญของสีในการตกแต่งมีผลโดยตรงกับการสื่อสารระหว่างผู้บริโภค และเจ้าของกิจการ


การนำสีมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งมีมาช้านานในทุกภูมิภาคของโลก พร้อมทั้งได้สร้างแนวคิดปรัชญาของการใช้สีภายใต้พื้นฐานของเหตุผลความคิด (Rational Thinking) ความงดงาม (Aesthetic Appearance) ตลอดความเชื่อคล้ายกัน การศึกษาเรื่องสีในฐานะของศาสตร์ในการตกแต่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งไม่น้อยไปกว่าการออกแบบในส่วนอื่นของอาคารสำนักงาน
การเลือกใช้สีในการตกแต่ง
วรรณของสีในการตกแต่งภายในสามารถแยกประเภทเป็นโทนสีง่ายๆ ตามการใช้งานได้หลากหลายประเภท ซึ่งพอจะแจกแจงตามจุดประสงค์ของการใช้โดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้
1. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะร้อน (Warm Color)
เช่น แดง ส้ม เหลือง ม่วงแดง ม่วง ร้านค้าหรือสำนักงานที่ใช้สีประเภทนี้นอกจากจะช่วยให้หายจากความเฉื่อยชาแล้ว ยังมีส่วนใจการสร้างบรรยากาศให้มีความรู้สึกของ Welcome Atmisphere อบอุ่น เป็นกันเอง การใช้สีประเภทนี้ควรจะเลือกใช้ภายในห้อง ที่ต้องการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้มีชีวิตชีวา ส่วนของอาคาร อาทิเช่น ส่วนต้อนรับ ส่วนโรงอาหาร ตลอกจนส่วน Service ต่างๆ มักจะใช้สีโทนนี้กันมาก การใช้สีโทนร้อนในการตกแต่ง ควรจะเลือกใช้ในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับองค์ประกอบรวมของสีภายในทั้งหมด อาจจะใช้เป็นการเน้นในบางผนังหรือเฟอร์นิเจอร์บางส่วนเพื่อความโดดเด่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้อยู่เกิดความรู้สึกร้อนและไม่สามารถอยู่ได้นาน

2. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะเย็น (Cool Color)
เช่น น้ำเงิน น้ำเงินคราม ม่วงคราม เขียวเหลือง เขียวแก ่ สีโทนเย็นเป็นสีที่ได้ลอกเลียนสีของธรรมชาติ เช่น สีของท้องทะเลและผืนฟ้า เมื่อนำมาใช้ตกแต่งภายในสีประเภทนี้จึงมีผลช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเปิดโล่งสบาย ระงับความกระวนกระวายและดูมีระเบียบแบบแผน สีโทนเย็นมักจะเหมาะกับการตกแต่งห้องพักผ่อน ห้องน้ำ ตลอดจนห้องทำงานของผู้บริหารที่ต้องการบรรยากาศของความเป็นระเบียบ น่าเชื่อถือ และเนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น สีโทนเย็นจึงยังช่วยสร้างความรู้สึกในการลดความร้อนได้ทันที

3. การตกแต่งโดยใช้สีกลาง (Neutral Color)
สีกลุ่มนี้เป็นสีที่ไม่ถือว่าอยู่วรรณะใดของสี และถือได้ว่าไม่มีเนื้อสีอยู่จริง คือสามารถอยู่คู่กับสีทุกๆ โทนสีได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สีนี้ตกแต่งได้ทันที สีใจกลุ่มนี้ได้แก่ สีขาว เทา ดำ น้ำตาล เบจ ครีม เป็นต้น Neutral Color ให้ความรู้สึกราบเรียบ สะอาดตา การตกแต่งในบ้านเรามักใช้สีโทนนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสำนักงาน การใช้สีประเภทนี้โดยไม่มีการผสมผสานของสีวรรณะอื่นๆ จะทำให้บรรยากาศภายในดูน่าเบื่อ จะบางครั้งดูหดหู่ได้ง่าย การตกแต่งโดยใช้สีประเภทนี้มักจะใช้ในบริเวณที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โถงส่วนกลาง ทางเดิน เป็นต้น

4. การตกแต่งโดยใช้สี Monotone
กลุ่มสีเอกรงค์ หรือสีโมโนโทน มีลักษณะเป็นกลุ่มสีเดียวกันที่แบ่งเป็นหลายโทนสี หรือมีน้ำหนักอ่อน-แก่แตกต่างกันไป โดยมีหลักเกณฑ์การใช้คือ เลือกสีจากวงจรสีวรรณะใดวรรณะหนึ่ง โดยเลือกสีที่เข้าจัดเป็นสีหลักแล้วลดความเข้มของสีลงตามลำดับประมาณ 4-5 ลำดับ เช่น การตกแต่งใช้โทนสีแดงเป็นสีหลักหรือสีแม่ หลังจากนั้นจะลดความสดของสีลงเป็น แดงอ่อน แดง-ส้ม ส้ม-เหลือง เหลือง ตามต้องการ สีประเภทนี้เป็นสีที่มีโครงสร้างสีไม่รุนแรงและดูกลมกลืนกันได้อย่างดี การเลือสีประเภทนี้เพื่อการตกแต่งจะทำให้พื้นที่ภายในห้องดูมีความเรียบง่ายและประณีต

5. การตกแต่งโดยใช้สีตรงกันข้าม (Contrast)
การเลือกใช้สีตรงข้ามมาตกแต่ง มีให้เห็นไม่มากนักกับการตกแต่งภายใน ตัวอย่างการใช้สีประเภทนี้ อาทิเช่น การจับคู่เฉดตรงข้าม แดง-เขียว ฟ้า-ส้ม เหลือง-ม่วง เป็นต้น สีตรงข้ามจะทำให้ห้องหรือพื้นที่เกิดความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มสีอื่นๆ ทั้งนี้การเลือกใช้สีประเภทนี้จะต้องใช้ส่วนการผสมที่เหมาะสม โดยอาจใช้หลักการของอัตราส่วน 70:30 หรือ 80:20 แล้วแต่ความเหมาะสม
6. การตกแต่งโดยใช้สีพาสเทล (Pastel)
สีพาสเทลคือสีในวรรณะต่างๆ ที่เกิดจากการเอาสีขาวมาผสมเพื่อลดความเข้มข้นของเนื้อสีลง สีประเภทนี้เป็นสีที่มีความนิยมในการเลือกใช้สูง เนื่องจากให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย สีโทนนี้สามารถสร้างบรรยากาศให้ห้องเกิดอารมณ์ได้ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นนุ่มๆ หวานๆ และโรแมนติก เช่น สีชมพู สีส้มอ่อน สีครีม เป็นต้น

การใช้สีที่เหมาะสมกับการตกแต่งนอกจากจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ได้อย่างดี ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ในการวางยุทธ์ศาสตร์ ว่าพื้นที่ใดต้องการอารมณ์แบบไหน การเลือกสีให้สำนักงานที่สวยงามนั้นไม่มีความจำเป็นและข้อกำหนดตายตัวในการใช้สี อีกทั้งไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่อง Trend เพราะเทรนด์เหล่านี้ผ่านมาและผ่านไปตามยุคสมัย สำหรับผู้ที่คิดจะทำการตกแต่งสำนักงาน การเลือกใช้สีจึงควรพิจารณาถึงเหตุผลเบื้องต้น และผลกระทบอิทธิพลที่มีต่อผู้ใช้พื้นที่และเอกลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ เป็นหลักมากกว่า


ที่มา : Magazine For Office People

Read More...

"สวน" กับดุลยภาพแห่งพลังชีวิต "ฮวยจุ้ย" กับทิศหน้าบ้าน


ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยมีความเชื่อว่า ในการสร้างให้เกิดดุลยภาพแห่งพลังชีวิตที่ดี "พลังชี่" หรือพลังชีวิตจะต้องไหลเวียนได้ อย่างราบรื่นไม่ติดขัด หากพลังชี่ไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวก หรือถูกปิดกั้นไว้จะทำให้พลังชีวิตของสถานที่นั้นอ่อนแอหรือหยุดนิ่ง แต่หากพลังชี่ไหลเวียนได้สะดวกไม่ติดขัด จะส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยในเรื่องของความมั่งคั่ง ชื่อเสียง การอุปถัมภ์ค้ำชู อาชีพการงาน และสุขภาพ

นับแต่โบราณมานักฮวงจุ้ยต่างพยายามสังเกตและศึกษาธรรมชาติเพื่อหาตำแหน่งที่โดดเด่นสำหรับบ้านและสวน และตำแหน่งในอุดมคติที่เชื่อกันว่าดีที่สุดนั้นก็คือ จุดกึ่งกลางของเนินเขาเตี้ยๆ ไม่สูงชัน ไม่เป็นคลื่นขรุขระ ซึ่งจะทำให้บ้านและสวนได้รับความสมดุลระหว่างพลังของฟ้าและดิน โดยหันหน้าไปทางแม่น้ำที่ไหลทอดตัวเป็นแนวคดโค้งไปมาสวยงามนุ่มนวล

เพราะ "พลังชี่" จะไหลเวียนได้ดีเป็นพิเศษในแนวเส้นที่โค้งไปมาสวยงาม ส่วนด้านหลังจะต้องมีภูเขาขนาดใหญ่มาเป็นฉากหลัง มองดูจะคล้ายคนนั่งพักผ่อนสบายๆ ในเก้าอี้อาร์มแชร์ และมีที่วางเท้ารองรับอยู่ที่ปลายเท้านั่นเอง

ภูเขาที่อยู่ฉากหลัง ก็เหมือนพนักเก้าอี้ที่โอบอุ้มตัวเราไว้อย่างสบายและมั่นคง หมายถึงพลังในด้านการอุปถัมภ์และสนับสนุน ซึ่งในศาสตร์ของ ฮวงจุ้ย เรียกว่า ทิศเต่าดำ จะอยู่ในทิศเหนือและเป็นพลังแห่งฤดูหนาว

ทิศตะวันตก จะเป็นทิศเสือขาว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ส่วนทิศตะวันออกเป็นทิศมังกรเขียว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ผลิ ส่วนทิศใต้ซึ่งเป็นทิศของส่วนหน้าบ้านจะเป็นทิศหงส์แดง

การหาตำแหน่งของทิศทั้งสี่นี้ บางครั้งอาจไม่ได้ขึ้นตามทิศของเข็มทิศ ในโรงเรียนฮวงจุ้ยที่เน้นเรื่องภูมิทัศน์ จะใช้วิธีให้คุณยืนโดยให้หลังของคุณอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร และมองไปในทิศที่ตัวอาคารเผชิญหน้า เต่าดำจะอยู่ทิศด้านหลังของอาคารหงส์แดงจะอยู่ด้านหน้า มังกรเขียวจะอยู่ทางซ้าย และเสือขาวจะอยู่ทางขวามือของคุณ

จัดฮวงจุ้ยที่ดีให้สวนในบ้าน

ที่เกริ่นมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของฮวงจุ้ยในอุดมคติที่คงยากจะหาได้ในโลกยุคดิจิทัล แต่เราสามารถจัดสวนที่บ้านของเราเองให้มีลักษณะฮวงจุ้ยที่ดีเช่นที่กล่าวมาได้ไม่ยาก เช่น ทำทางเดินในสวนให้ทอดตัวเลี้ยวคดโค้งไปมาสวยงาม ปรับพื้นที่สวนให้มีความโค้งกลมเล่นระดับพื้นที่สวนในบางส่วนเพื่อให้ดูเป็นเนินสูงต่ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของสวน ในความเชื่อของฮวงจุ้ย สวนทุกสวนควรจะมีบ่อน้ำหรือน้ำพุในสวน ที่สำคัญคือ ให้น้ำมีการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอนุ่มนวล ไม่ควรเป็นน้ำนิ่งๆ

บริเวณไหนของสวนที่พลังชี่ถูกปิดกั้นให้ติดขัดหรือไม่สามารถไหลเวียนได้ คุณจะสังเกตเห็นว่า ส่วนนั้นจะมีลักษณะรกร้าง ต้นไม้ขึ้นในลักษณะรกรุงรัง หรือแห้งตายเป็นบางส่วน สัญลักษณ์ของพลังที่หยุดนิ่ง อย่างเช่น ต้นไม้ที่แห้งตาย ควรจะขุดถอนออกไปจากสวนเพราะมันจะดึงดูดพลังที่ไม่ดีเข้ามาในบ้าน และจะทำให้การไหลเวียนของพลังชีวิตติดขัดได้

นอกจากนั้น คุณยังสามารถใช้เทคนิคการจัดสวน เพื่อปรับแก้ฮวงจุ้ยให้มีพลังที่ดีและปิดกั้นพลังที่ไม่ดีออกไปได้ เช่น ทำรั้วต้นไม้เตี้ยๆ หรือพุ่มไม้ หรือสระน้ำ กั้นระหว่างตัวบ้านหรือสวนของคุณกับสิ่งที่ให้พลังไม่ดี เช่น เสาไฟ เสาธง หรือถนนที่พุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นต้น

สวนหน้าบ้าน

จุดแรกของการจัดสวนให้เน้นไปที่สวนหน้าบ้าน เพราะเป็นพื้นที่ส่วนแรกของบ้านที่จะได้รับพลังที่ดีจากบริเวณรอบๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ "พลังชี่" ไหลเวียนไปมาภายในส่วนนี้ของบ้านให้มากสักหน่อย จึงควรหลีกเลี่ยงการทำทางเดินหรือถนนเข้าบ้านที่เป็นเส้นตรงๆ แต่ควรให้เป็นแนวคดโค้งไปมาเล็กน้อย

ถ้าหากบ้านของคุณมีทางเดินที่เป็นเส้นตรงอยู่ อาจแก้ไขได้โดยการปลูกไม้พุ่มหรือไม้คลุมดินให้พุ่มใบล้ำเข้ามาในพื้นส่วนที่เป็นทางเดินเพื่อลดความเป็นเส้นตรง แต่ต้องเลือกพืชที่มีระบบรากตื้น เพื่อที่รากจะได้ไม่ไปชอนไชให้พื้นเกิดรอยแตกร้าวได้

ตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อกันว่า สวนหน้าบ้านควรหันไปทางทิศใต้ ซึ่งจะดึงดูดพลังหยางหรือพลังที่ให้โชค แต่แม้ว่าสวนหน้าบ้าน ของคุณจะไม่ได้หันไปทางทิศใต้ คุณก็สามารถดึงดูดพลังหยางเข้ามาสู่ภายในสวนของคุณได้โดยวางรูปปั้นหงส์ไว้เพื่อดึงพลังหยาง

ถ้าสวนหน้าบ้านของคุณหันไปทางทิศตะวันตก พยายามจัดพื้นที่ส่วนนี้ของคุณให้นิ่งและสงบเงียบให้มากที่สุด ปลูกต้นไม้ที่โตช้า สวนที่หันหน้าไปทางทิศเหนือจะดึงดูดพลังที่ส่งเสริมเรื่องอาชีพการงาน การจัดสวนที่ช่วยเสริมพลังในเรื่องนี้คือ ให้มีบ่อน้ำหรือสิ่งประดับสวนที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบไว้ในบริเวณที่มองเห็นจากประตูด้านหน้า

สวนที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกจะดึงดูดพลังที่อุปถัมภ์ในเรื่องครอบครัว ให้ปลูกต้นไผ่เพื่อเสริมพลังด้านนี้ให้เด่นขึ้น


ที่มา : ประชาชาติ

Read More...

เรื่องน่ารู้วิธีเลือกผ้าปูที่นอน


หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มักประสบปัญหาในการเลือกซื้อผ้าปูที่นอน ไม่รู้ว่าตัวย่อแต่ละตัวมีความหมายว่าอย่างไร เลือกอย่างไรถึงจะเหมาะกับที่นอนของตัวเอง อย่าเพิ่งร้อนใจ เพราะ "shopping guide" ในวารสาร "LUMPIPI" ของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีวิธีเลือกผ้าปูที่นอนอย่างง่ายๆ มาฝากกัน (ภาพประกอบ เครื่องนอน Aussino)

step 01 ผ้าปูที่นอน

เริ่มจากวัดขนาดที่นอนของเราเสียก่อน ว่าที่นอนที่บ้านเราเป็นที่นอนประเภทไหน จะได้ไม่มีปัญหาซื้อผ้าปูที่นอนมาผิดขนาด โดยขนาดผ้าปูที่ใช้ได้กับที่นอนในเมืองไทยมีดังนี้

single fitted sheet 42 X 78 นิ้ว (3.5 X 6.5 ฟุต)

queen fitted sheet 60 X 78 นิ้ว (5 X 6.5 ฟุต)

king fitted sheet 72 X 78 นิ้ว (6 X 6.5 ฟุต)

step 02 ปลอกหมอน

ปลอกหมอนหนุน (pillow cases) ที่แพ็กมาในชุดเดียวกันกับผ้าปูเตียง โดยมากจะมีขนาดมาตรฐาน คือ 20 X 30 นิ้ว แต่ในต่างประเทศจะมีทั้งขนาด 20 X 25 นิ้ว และ 20 X 35 นิ้ว เพิ่มขึ้นมา ส่วนหมอนข้าง (bolster cases) และหมอนข้างกาย (body pillow cases) ที่มีลักษณะสั้นและหนากว่าหมอนข้างนั้น บางครั้งอาจมีขนาดที่ต่างกันไป แล้วแต่ยี่ห้อ ดังนั้น ปลอกหมอนที่เคยใช้ได้กับหมอนยี่ห้อหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับอีกยี่ห้อหนึ่ง จึงต้องตรวจสอบขนาดให้ดีก่อนซื้อ

step 03 ชนิดเนื้อผ้า

ปัจจุบันผ้าปูที่นอนมักทำจากเส้นใยที่เป็นส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์กับผ้าฝ้าย ซึ่งสามารถตากให้แห้งได้ง่าย แต่สำหรับผ้าปูที่นอนที่ทำจากผ้าฝ้ายบริสุทธิ์นั้น เราจำเป็นจะต้องรีดให้เรียบก่อนนำไปใช้ ชนิดของเนื้อผ้าที่ต่างกันก็มีผลต่อคุณภาพของผ้าปูที่นอน

100% cotton satin ให้ความนุ่มมันเงาและเย็นสบาย แต่ราคาค่อนข้างสูง

100% cotton ทนทาน ซักแล้วไม่เกิดขุยผ้า แต่ความนุ่มนวลลดลง

50% combed cotton/ 50% polyester (CVC) ใช้งานได้ดี ถึงจะไม่นุ่มนวลนัก แต่ก็ทนทานสมราคา

35% combed cotton/ 65% polyester (TC) ราคาถูกสุดแต่นุ่มนวลน้อยและระบายอากาศได้น้อย

sweet dream

เราสามารถตกแต่งผ้าปูที่นอนสีเรียบๆ ให้มีสีสัน ด้วยการปูผ้าสีเรียบไว้ด้านล่าง แล้วเลือกผ้าที่มีสีตัดกันมาปูที่นอนด้านบน เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับห้องนอน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

บ้านสุขภาพดี อยู่สบาย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

หลักการง่ายๆ ของการออกแบบบ้านสุขภาพดี เริ่มต้นจากการออกแบบให้อยู่สบาย โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม มีการนำพลังงานธรรมชาติทั้งแสงแดดและสายลมมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า การก่อสร้างคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ใช้วัสดุที่ก่อมลพิษ

วารสาร "บ้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท" จัดพิมพ์โดยบริษัท กันตนา พับลิชชิ่ง จำกัด แนะนำว่า บ้านสุขภาพดีไม่ถึงกับต้องสร้างบ้านด้วยหิน มุงหลังคาจาก หรือเร้นกายอยู่กลางป่า แต่ต้องเป็นมิตรกับธรรมชาติ ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ แม้แต่บ้านไม้หลังเก่าที่คุณอยู่มา 20 ปีก็สามารถได้รับการปรับปรุงให้เป็นบ้านสุขภาพดีได้ ขอเพียงมีความเอื้ออาทร อ่อนโยนต่อผู้อาศัย ทำให้ร่างกายและจิตใจอิ่มเอิบ ก่อให้เกิดพลังงานและความกระตือรือร้น นี่เองคือความหมายที่แท้จริงของบ้านสุขภาพดี

องค์ประกอบของบ้านสุขภาพดี

- อากาศบริสุทธิ์ จะดีแค่ไหน หากทุกอณูของอากาศที่ขับเคลื่อนเข้าไปในร่างกายของคุณนั้นเป็นอากาศอันแสนบริสุทธิ์และสดชื่น เพื่อถนอมอากาศบริสุทธิ์ไว้ให้บ้านและให้ปอด ควรลด ละ เลิก การนำสารพิษเข้ามาในบ้าน เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติแทนวัสดุสังเคราะห์ เช่น ใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติแทนผ้าใยสังเคราะห์ ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ปราศจากสารพิษ

- ตกแต่งเรียบง่าย บ้านสุขภาพดีไม่เพียงสวยสบายตา แต่ควรเป็นบ้านที่ดูแลรักษาง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรมีของตกแต่งห้องให้วิจิตรพิสดารเกินเหตุ ควรใช้ของน้อยชิ้นเพื่อง่ายต่อการจัดวางและโยกย้าย บ้านที่ตกแต่งเรียบง่ายนอกจากจะทำให้ง่ายต่อการจัดวางและโยกย้ายแล้ว ยังส่งผลดีด้านสุขภาพจิตทำให้ปลอดโปร่งแจ่มใสด้วย

- ถูกหลักสรีรศาสตร์ เพื่อการใช้สอยที่สะดวก ไม่ทำลายสุขภาพ เครื่องเรือนในบ้านสุขภาพดีควรได้รับการเลือกเฟ้น และจัดวางโดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ เช่น ตู้เก็บของควรมีความสูงพอเหมาะที่จะเอื้อมหรือก้มหยิบของได้โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ

- มีพื้นที่สีเขียว สีเขียวสดสวยของต้นไม้ไม่เพียงให้ชีวิตชีวา แต่ยังช่วยดูดอากาศพิษและกลิ่นที่เป็นอันตรายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องสรรหาพันธุ์ไม้ที่แปลกใหม่หรือมีราคาแพง เลือกปลูกต้นไม้ไทยธรรมดาพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งสวยงามและดูแลได้ง่ายกว่า

- ได้รับแสงสว่างธรรมชาติ อย่าปิดบังหน้าต่างจนมิดชิดด้วยผ้าม่านหนาหนัก ควรเลือกใช้ผ้าม่านบางเบาที่ยอมให้แสงลอดผ่านได้โดยไม่ทำลายความเป็นส่วนตัว เลือกใช้กระจกใสในบางจุดเพื่อช่วยเพิ่มความสว่างให้บ้าน

- ใช้สีสันสบายตา สีมีส่วนสำคัญต่อจิตใจไม่น้อย เพียงความเข้มอ่อนของสีก็ส่งผลต่อความรู้สึกได้แตกต่างกัน บ้านสุขภาพดีจึงควรเลือกใช้สีที่เหมาะสมกับอารมณ์ของห้อง สีโทนอ่อนเย็นเป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยให้ห้องสว่างไสว โล่ง โปร่งแล้ว ยังเข้าได้ดีกับเครื่องตกแต่งห้องแทบทุกเฉดสีอีกด้วย

- เปี่ยมพลังธรรมชาติ บ้านสุขภาพดีควรเป็นมิตรกับธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสุขสงบกับผู้อยู่อาศัย ปราศจากเสียงดังรบกวนที่จะกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หากจะมีเสียงควรเป็นเสียงจากธรรมชาติที่ให้ความรื่นรมย์ เช่น เสียงนกร้อง ใบไม้ไหวหรือเสียงน้ำที่รินไหล ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย ไม่ควรมีกลิ่นสารเคมี

อุปกรณ์ที่สามารถส่งผ่านความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่น จอคอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง รบกวนการเจริญเติบโตและการผลิตเซลล์ทั่วร่างกาย จึงควรจัดวางให้ไกลจากจุดที่อยู่อาศัยประจำ

บ้านสุขภาพดีควรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น มีช่องแสงเพื่อรับแสงสว่างอบอุ่นจากธรรมชาติในเวลากลางวัน ใช้โถสุขภัณฑ์รุ่นประหยัดน้ำ

- มีพื้นที่ชำระจิตใจ บ้านสุขภาพดีควรมีมุมส่วนตัวที่สงบเงียบเพื่อปรับสภาพจิตใจที่ยุ่งเหยิงให้ได้ผ่อนคลาย

เรื่องควรรู้ก่อนสร้างบ้านสุขภาพดี

ด้วยภูมิอากาศร้อนชื้นทำให้บ้านไทยต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรงตลอดปี การวางแผนสร้างบ้านในเมืองไทยจึงต้องคำนึงถึงการรับมือกับแสงแดด และตั้งอยู่ในทิศทางที่เชื้อเชิญลมเย็น เพื่อให้บ้านอยู่สบายได้รับประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และนี่คือหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้บ้านอยู่เย็นและเป็นสุข

- หันบ้านให้ถูกทิศ หลักประจำใจง่ายๆ ในการวางตำแหน่งบ้าน คือ "เปิดรับแสงเหนือ" และ "กันแดดด้านตะวันตกและใต้" การวางตัวบ้านให้ได้รับลมนั้น ต้องเปิดช่องรับลมไว้ทางทิศเหนือและทิศใต้ แต่เนื่องจากในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสูงๆ กีดขวางทางลม จนอาจจะทำให้ลมเปลี่ยนทิศทางได้ จึงควรพิจารณาเลือกเปิดช่องรับลมในด้านที่เหมาะสมกับพื้นที่แทน เช่น เลือกด้านที่แสงแดดส่องเข้าน้อยที่สุด

- เป็นมิตรกับสายลม อยากให้ลมพัดเข้าบ้าน ต้องเข้าใจหลักการง่ายที่สุดของลมไว้ว่า ลมจะเข้าก็ต่อเมื่อมีทางออก บ้านรับลมที่ดีที่สุดคือบ้านซึ่งในแต่ละห้องมีหน้าต่างอยู่ตรงข้ามกัน และมีขนาดใหญ่พอๆ กัน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สูงๆ กีดขวางทางลม การปลูกต้นไม้ใกล้อาคารจะมีผลต่อการไหลของกระแสลม เพราะลมที่พัดผ่านต้นไม้ก่อนเข้าไปในอาคารจะมีอุณหภูมิเย็นลง และถ้าปลูกต้นไม้เหนือลมจะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วลมได้ด้วย

- ชื่นชมกับแสงสว่าง ควรเปิดช่องรับแสงจากทางทิศเหนือเพราะดวงอาทิตย์จะเคลื่อนอ้อมเหนือเพียง 3 เดือนต่อปี ทางเดิน โถงบันไดและโถงลิฟต์ที่ต้องใช้งานตลอดวัน ควรออกแบบให้มีแสงธรรมชาติส่องถึงเพื่อพึ่งพาแสงไฟฟ้าให้น้อยที่สุด ถ้าต้องใช้แสงธรรมชาติร่วมกับแสงไฟฟ้า ควรควบคุมแสงไฟฟ้าด้วยระบบปรับหรี่แสง โดยยึดหลักจัดวางพื้นที่ใช้งานให้ได้รับแสงธรรมชาติก่อน แล้วค่อยเสริมแสงสว่างเฉพาะที่ด้วยแสง

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

สภาพแวดล้อมของห้องนอน

ห้องนอนควรจะ เป็นห้องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุดจึงควรจะกำหนดให้มีพื้นที่มากกว่าห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน จะพูดไปห้องนอนก็คือหัวใจหลักของบ้านเพราะห้องนอนใช้สำหรับพักผ่อน หลับนอนเพื่อเติมพลังกายพลังใจสำหรับต่อสู้กับภาระหน้าที่กันต่อไป เพราะฉะนั้นการเลือกตำแหน่งห้องนอนและการออกแบบห้องนอนจึงควรจะได้รับการให้ความสำคัญมากกว่าห้องอื่น ๆ เป็นพิเศษครับ


การเลือกวางตำแหน่งห้องนอนนั้นควรจะพิจารณาห้องนอนใหญ่หรือห้องเจ้าของบ้านเป็นอันดับแรกก่อนแล้วค่อยพิจารณาห้องอื่น ๆ และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้านโดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกตำแหน่งห้องนอนดังนี้

1. สภาพแวดล้อมจะกำหนดห้องนอนไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังบ้านจะอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาจะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านก่อนเช่น ถนน วัด สุสาน โรงงานอุตสาหกรรม หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นต้น ห้องนอนควรหลีกเลี่ยงด้านที่มีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งไม่เป็นมงคลเช่น สุสาน เป็นต้น โดยปรกติแบบบ้านส่วนใหญ่มักจะวางห้องนอนใหญ่เอาไว้หน้าบ้านมากกว่าหลังบ้าน เพราะสภาพแวดล้อมด้านหน้าบ้านมักจะเป็นที่โล่งเป็นสนามเป็นสวนหย่อม ส่วนหลังบ้านมักจะติดกับหลังบ้านคนอื่นจึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และอากาศที่ไม่ปลอดโปร่ง จึงควรพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านเป็นหลักครับ

2. ทิศทาง การดูทิศถือว่าสำคัญมากไม่ควรละเลยโดยเด็จขาดทิศที่ถือว่าดีที่สุดคือทิศตะวันออกเพราะจะได้ประโยชน์จากแดดและลมโดยตรง ห้องนอนที่ดีถูกหลักเคหะศาสตร์ควรอยู่ในทิศที่กล่าวมาครับ

- ทิศตะวันออกกับทิศใต้ จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของลมและแสงแดด เพราะลมจะมาทางทิศใต้ส่วนแดดจากทางทิศตะวันออกจะเป็นแดดที่ไม่ร้อนจัดช่วงบ่ายห้องจะเย็น
- ทิศใต้กับทิศตะวันตก จะได้ประโยชน์ในเรื่องของลมอย่างเดียว จะเสียในเรื่องของแดดที่ค่อนข้างร้อนในตอนบ่าย
- ทิศตะวันออกกับทิศเหนือ จะได้ประโยชน์ในเรื่องของแสงแดดแต่จะรับลมได้น้อยกว่าทิศไต้
- ทิศตะวันตกกับทิศเหนือ จะถือว่าเป็นตำแหน่งที่แย่ที่สุดเสียทั้งเรื่องของแดดที่ร้อนจัดและอับลมตลอดทั้งปี ยกเว้นหน้าหนาวประมาณ 3 เดือน

สิ่งเหล่าก็คือปัจจัยและข้อพิจารณาในการเลือกวางตำแหน่งของห้องนอน

ที่มา : คมชัดลึก

Read More...

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เทคนิคทาสีบ้าน สไตล์ท้องถิ่นประยุกต์

ภาพของบ้านที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมภายนอก ทั้งรูปทรง และวัสดุ เป็นสไตล์แบบท้องถิ่นที่ประยุกต์แบบบ้านจากการใชัวัสดุอย่างคอนกรีต หิน ไม้ ในส่วนพื้น ผนัง หลังคา บันได หรือโครงประตูหน้าต่าง เปิดช่องแสดงความจำเป็นในการใช้งาน และตามสภาพภูมิอากาศ ใช้การทาสีเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับบ้านแต่ละหลัง เป็นสไตล์ที่ดูเป็นกันเอง อยู่สบาย และใช้งบประมาณน้อยในการลงทุนก่อสร้าง วารสาร "Color&feeling" ของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะเทคนิคไว้ดังนี้

การเลือกโทนสีและจัดแสง

สีของบ้าน สไตล์นี้เปลี่ยนไปตามพื้นที่ เช่น ถ้าเป็นบ้านในเมืองหนาวมีต้นไม้ปกคลุมจำนวนมาก สีที่ใช้จะเป็นโทนเขียว น้ำตาล ขาว กลืนกันไปกับสีสันรอบด้าน ส่วนถ้าเป็นพื้นที่โซนร้อนอย่างที่มีทะเล สีที่ใช้จะเป็นสีสดใส อย่างชมพู ฟ้า กลืนไปกับสีของท้องฟ้าและทะเล ซึ่งการเปลี่ยนโทนสีของแต่ละพื้นที่นี้ ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บรรยากาศรวมของแต่ละเมืองมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นการสร้างเสน่ห์ที่ทำให้ผู้มาเยือน หรือนักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจไม่รู้ลืม

ผนังภายนอก ขอแนะนำให้เลือกใช้สีอะคริลิกคุณภาพสูงสุดสำหรับภายนอก ด้วยความทนทานต่อการกัดกร่อนจจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ผสมสาร UV Protection ทำให้สีสวยนาน ไม่ซีดจาง ให้การยึดเกาะสูง และทำความสะอาดได้เพียงการชะล้างจากน้ำ (self-cleaning) เลือกผสมสีที่ต้องการได้จากเครื่องผสมสีระบบคอมพิวเตอร์

วงกบประตู หน้าต่าง ควรเลือกใช้สีน้ำอะคริลิกที่มีเนื้อสีคุณภาพสูงสำหรับงานไม้ภายนอกมีคุณสมบัติยืดหยุ่นตัวได้ตามการบิดตัวของเนื้อไม้ จึงยึดเกาะได้ดี ไม่แตก ลอก พอง ทนต่อแสง UV ปกป้องสีไม่ให้ซีดจาง เหมาะกับสภาวะอากาศที่รุนแรง เช่น ชายทะเล ป่าเขาร้อนชื้น สามารถทำความสะอาดได้เพียงการชะล้างจากน้ำ จึงสวยงาม ทนทาน ยาวนานกว่า 10 ปี

บานประตู เลือกใช้สีย้อมไม้แบบใสด้าน เพื่อโชว์ความสวยงามของลายไม้ตามธรรมชาติ ฟิล์มสีมีคุณภาพสูงช่วยปกป้องเนื้อไม้จากแสงแดด และป้องก้นน้ำซึมเข้าเนื้อไม้ ฟิล์มสีหดตัวได้ตามการยืดหดตัวของไม้ ทำให้สีไม่แตกพอง ลอกล่อน

ท่อระบายน้ำ ราวบันไดเหล็ก เป็นวัสดุที่เกิดสนิมได้ง่าย แนะนำให้ใช้สีรองพื้นหรือใช้เป็นสีทาทับหน้าก็ได้ ถ้าชอบสีเมทัลลิก พัฒนามาเพื่อจัดการกับปัญหาสนิมโดยเฉพาะ โดยไม่ใช่แค่กันสนิม แต่หยุดสนิมทันทีที่ทา ยึดเกาะได้เหนียวแน่นทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อะลูมิเนียม สเตนเลส กัลวาไนซ์ สังกะสี ไฟเบอร์ ฯลฯ ทาทับได้ไม่ว่าจะยังมีสนิมหรือสีเก่าที่ขัดออกไม่หมด


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เกร็ดควรรู้ก่อนทำห้องครัว

ดังที่ทราบกันว่าในปัจจุบันห้องครัวมีการพัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองกับการใช้งานได้อย่างสะดวกครบถ้วน ทั้งยังให้ความสวยงามและมีรูปแบบที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการเลือกชุดครัวซึ่งแต่ละชุด แต่ละแบบมีราคาที่ค่อนข้างสูง คุณจึงควรพิจารณาตรึกตรองให้ดีเสียก่อน โดยควรคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยหลักมากกว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียว และที่จะลืมไม่ได้คือ เรื่องของระบบน้ำและไฟ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุที่จะทำให้ปวดหัวไปอีกนาน หากมีการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน

ขั้นตอนแรกในการเลือกชุดครัวที่จะมาติดตั้งที่บ้านคือ ศึกษาแปลนบ้านของเราให้ถี่ถ้วน เพื่อจะได้รู้ถึงระบบการเดินท่อน้ำที่มีอยู่ว่าจะเดินท่อน้ำกับชุดครัวได้อย่างไร พร้อมสำรวจตำแหน่งท่อน้ำทิ้ง รวมทั้งที่ตั้งของปลั๊กไฟว่าจะอยู่ตรงจุดไหน ซึ่งควรจะมีไว้หลาย ๆ จุด เพราะห้องครัวเป็นห้องที่ต้องใช้ไฟฟ้ามากพอสมควร หากมีการติดตั้งปลั๊กไฟทีหลังจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

เมื่อผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว ก็ถึง เวลาที่จะไปหาชมตัวอย่างห้องครัวตามโชว์รูมต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีโชว์รูมสำหรับจัดทำห้องครัวโดยเฉพาะอยู่หลายแห่งหลายยี่ห้อทีเดียว แล้วอย่าลืมขอแคตตาล็อกของทางร้านเพื่อนำมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของแต่ละแบบ ที่สำคัญควรเลือกให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกลมกลืนกับสไตล์ของบ้าน และเนื่องจากผนังแต่ละบ้านย่อมมีความกว้าง-ยาวไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรเลือกชุดครัวที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อในการติดตั้งจะได้ลงตัวสวยงามและมีประโยชน์ใช้สอยที่ครบถ้วน

วัสดุก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในการเลือกใช้ควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก เช่น ส่วนที่จะต้องสัมผัสกับน้ำอยู่บ่อย ๆ ก็ควรเลือกใช้วัสดุจำพวกลามิเนต เซรามิกหรือหินอ่อนเทียมเป็นต้น แต่หากส่วนใดที่ไม่ได้โดนน้ำก็สามารถแต่งให้สวยงามตามความต้องการได้ สำหรับส่วนที่เป็นไม้ซึ่งจัดเป็นอาหารโปรดของปลวกนั้น ควรให้อยู่ในตำแหน่งที่ดูแลรักษาง่าย และจงอย่าลืมว่าห้องครัวเป็นห้องที่เกี่ยวข้องกับท่อน้ำ ไฟฟ้า ควันและกลิ่น ซึ่งในส่วนของควันและกลิ่นนั้นย่อมแก้ไขได้ด้วยการติดเครื่องดูดควันหรือการเปิดช่องหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ แต่เมื่อมีงานระบบอย่างท่อน้ำและไฟฟ้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ามีการติดตั้งผิดพลาดเพียงนิดเดียว ท่อน้ำ ที่มีการระบายไม่ดีก็อาจกลายเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าแมลงที่ชมชอบอากาศชุ่มชื้นภายในบริเวณท่อได้

เมื่อเลือกแบบที่ตรงกับใจได้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการติดตั้ง ดังที่ได้เกริ่นไว้ ในช่วงต้นว่าผนังของแต่ละบ้านย่อมมีขนาดไม่เท่ากัน แต่ในแคตตาล็อกกลับมีแต่ขนาดชุดครัวที่มีขนาดไม่พอดีกับผนัง วิธีการแก้ไขนั้นก็สามารถขอคำปรึกษาได้จากดีไซเนอร์ หรือพนักงาน ซึ่งจะมีประจำอยู่ในแต่ละโชว์รูม หรืออาจปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพื้นที่ครัวของแต่ละบ้านได้เลย เพราะชุดครัวสมัยใหม่สามารถจะถอดประกอบได้ตามสภาพพื้นที่ของแต่ละบ้าน

ในระหว่างการติดตั้งนั้น เราควรจะตรวจตราอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งศึกษาส่วนต่าง ๆ ไว้บ้าง เผื่อมีปัญหา (เล็กน้อย) จะได้ซ่อมเอง เพราะงานครัวเป็นงานที่ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดของส่วนต่าง ๆ อยู่มากทีเดียว หากมีการทำผิดพลาดเพียงนิดเดียว การแก้ไขจะทำได้ยาก และการรื้อเพื่อซ่อมใหม่ก็มิใช่เป็นเงินเพียงเล็กน้อยเสียด้วย

เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการจัดถ้วยชามและวางอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นส่วนรายละเอียดตามความชอบของแต่ละบ้าน แต่อย่าลืมนึกถึงความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก และบริเวณตู้ด้านบนก็ไม่ควรนำของที่มีน้ำหนักมากไปวางไว้ เพราะนานไปนอตที่ยึดติดกับผนังย่อมต้านทานน้ำหนักที่มากเกินไปไม่ไหวอาจพังและเสียหายได้

เพียงใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกขั้นตอนในการทำห้องครัว เท่านี้คุณก็จะได้ห้องครัวที่สวยงามและเหมาะกับการใช้งานในบ้านของคุณ โดยในวันเสาร์หน้าจะพูดถึงวิธีการปรับปรุงห้องครัวเก่าของคุณให้เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบัน




ที่มา : เดลินิวส์

Read More...

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

จัดสวนสวยด้วย “หิน” นานาชนิด

ลายคนนิยมนำ “หิน”มาเป็นองค์ประกอบในการจัดสวน โดยหินที่นำมาประดับภายในสวนจะคัดเลือกรูปทรงและสีเป็นพิเศษ ไม่นิยมหินที่มีรอยสกัดเพราะผิดไปจากธรรมชาติ ซึ่งหินที่นิยมนำมาจัดสวนมักเป็นหินประเภท หินทราย หินแกรนิต หินชนวน หินคลอไร

สำหรับหินที่นิยมมาจัดแต่งมักจะมีสีเข้ม เช่น สีเทา หรือสีดำ ทำให้รู้สึกว่ามืด ๆ ทึม ๆ เข้ากับสีเขียวของพุ่มไม้เป็นอย่างดี ถ้าไม่จำเป็นพยายาม อย่าใช้ก้อนหินที่มีสีขาว เพราะจะขาวโพลนสว่างมากเกินไป ก้อนหินต้องไม่มีรอยตกแต่งอาจมีรูปร่างแหว่งเว้าหรือเป็นรูไปบ้าง แต่ก็ควรเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มิใช่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เรา

การวางก้อนหินในสวนไม่นิยมวางก้อนเดียวโดด ๆ อย่างน้อยก็จะต้อง มีหินก้อนอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าวางไว้ข้าง ๆ เป็นส่วนประกอบ ระยะ ห่างระหว่างก้อนขึ้นอยู่กับขนาดของหิน ถ้าหินก้อน ใหญ่มากก็อาจวางห่างกันมากหน่อย ก้อนหินที่จัดวางไว้ในกลุ่มเดียวกันทุกก้อนควรมีลักษณะผิว และ สีเหมือนกัน แต่ละก้อนควรมีขนาดที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปในกลุ่มหนึ่ง ๆ มักจะจัดวางก้อนหินให้เป็นเลขคี่ เช่น 3, 5, 7 โดยจัดวางเป็นรูปสามเหลี่ยมแต่ก็มีบางครั้งที่วางก้อนหินเพียง 2 ก้อน แล้วปลูกต้นไม้อีก 1 ต้น หรือ 1 กอก็จะทำให้มองดูแล้วเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมได้เหมือนกัน

การประดับก้อนหินภายในบริเวณสวนควรฝังบางส่วนของก้อนหินลงไปในดิน โดยฝังส่วนที่เป็นรอยคอดตอนล่างให้จมลง ส่วนล่างของก้อนหินที่ระดับผิวดินจะต้องเป็นส่วนที่มีความกว้างหรือใหญ่กว่าส่วนบนที่อยู่เหนือดินขึ้นไปจะทำให้รู้สึกว่าก้อนหินก้อนนั้นตั้งอยู่อย่างแข็งแรงมั่นคงมีลักษณะเหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สำหรับรูปทรงก้อนหินที่เป็นพื้นฐานในการตกแต่งสวนมีดังนี้

1. REISHO-SEKI (spiritual form)
รูปทรงเตี้ย ลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ขนาดความสูงเป็น 1 ครึ่งของความกว้างที่ฐานใช้เป็นจุดสนใจหรือจุดเด่น ที่สำคัญในการจัดสวน เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา แสดงถึงจิตใจที่สงบและมั่นคง

2.AIZO-SEKI(body rock)
รูปทรงสูง คล้ายคนยืน ใช้จัดวางในบริเวณน้ำตก เป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างาม

3.SHINTAI-SEKI(heart rock)
ลักษณะแบน ส่วนกว้างเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ ใช้วางหน้าก้อนหินก้อนอื่นเสมอ

4.SHINKEI-SEKI (branching rock)
ลักษณะโค้ง ด้านบนเรียบฐานเล็กกว่าด้านบน ใช้ประกอบเป็นหน้าผา

5.KIKYAKU-SEKI (reclining rock)
ลักษณะโค้งเอียง ส่วนบนเว้าวางหงายขึ้น ใช้วางหน้าก้อนอื่นเสมอ

อย่างไรก็ดี การจัดสวนที่มีหินเป็นองค์ประกอบเพียงอย่างเดียวดูแล้วคงแห้งแล้ง ส่วนสวนที่มีแต่น้ำอย่างเดียวก็คงให้ความรู้สึกที่เวิ้งว้าง เช่นกัน ดังนั้นการนำทั้งก้อนหินและน้ำ มาอยู่รวมกันภาพที่เห็นก็จะกลับกลายเป็นความชุ่มชื้นระรื่นใจ สวนคุณก็จะมีทัศนียภาพที่น่าดูและประทับใจไปอีกแบบ



ที่มา : thaihomemaster

Read More...