วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำสปาแบบง่ายๆ ที่บ้านคุณ


ในช่วงปีนี้ หลายๆ คนคงได้สังเกตุเห็นว่า ธุรกิจสปาในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นเร็วมาก อย่างไรก็ตาม การไปใช้บริการสปาตามสถานที่ต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินใช้ทองไม่น้อยทีเดียว ทำให้เป็นอุปสรรคพอสมควรสำหรับคนประเภทเบี้ยน้อยหอยน้อย

ขณะที่บรรดาคนมีสตางค์เองก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะทำสปาแบบง่ายๆ ขึ้นที่ "บ้าน" เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการแต่งเติมชีวิต ในความเป็นจริงนั้น การทำสปาที่บ้านไม่ใช่เรื่องยากอะไรถ้าหากรู้วิธีก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ เช่นกัน

สำหรับวิธีการทำสปาที่บ้านนั้น ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ให้เหมาะสม โดยใช้มุมของบ้านที่สบายๆ โล่งๆ มีลมเบาๆ และจัดหาสถานที่สำหรับเอนหลังเอาไว้นอนด้วยก็จะเป็นการดี

พอได้ที่แล้ว ก็มาถึงเรื่องของการสร้างบรรยากาศ ซึ่งสปาทั่วๆ ไปนั้นจะมีกลิ่นธรรมชาติหอมฟุ้งเบาๆ ลอยฟุ้งอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้น ก็ต้องมีการเตรียมการสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เช่น กลิ่นกำยาน น้ำมันหอมระเหยจากพืช ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ ฯลฯ พร้อมทั้งสรรหาดนตรีบรรเลงสไตล์อาราเบียนหรือฮินดู เพื่อให้เข้ากับกลิ่น ส่วนเรื่องของแสงไฟนั้น ต้องแนะนำว่า ควรหรี่แสงไฟให้น้อยที่สุดเพื่อทำให้เคลิ้มหลับได้ง่าย

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือเวลาที่จะทำสปา จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า วันอาทิตย์เวลาบ่ายสองโมงเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ถามว่าทำไมต้องเป็นวันและเวลานั้น บอกได้คำเดียวว่า ต้องลองทำดูแล้วถึงจะรู้

เมื่อจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้พร้อมสรรพแล้ว ก็มาถึงกรรมวิธีในการ สปา ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการเปิดเพลง สร้างกลิ่น จากนั้นก็ไปอาบน้ำโดยใช้เวลาอย่างน้อย 6 นาที ไม่ใช่รีบๆ อาบให้เสร็จๆ เพราะจุดประสงค์คือการผ่อนคลาย

หลังอาบน้ำเสร็จแล้ว ให้เช็ดตัวสบายๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เบาสบาย นอนเอนหลังลงในที่ที่เตรียมไว้แล้วหลับตา ผ่อนคลาย อย่าพยายามคิดอะไร นอกจากคล้อยตามเพลงที่ชอบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนด้วยการหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย....แล้วคิดในใจว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะตื่น...

จากนั้นหายใจสบายๆ ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...หายใจสบายๆ...ฟังเพลง...ผ่อนคลาย...ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เมื่อคุณตื่นขึ้นมา จะรู้สึกถึงความสบายและผ่อนคลายในอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับเวลาที่ไปใช้บริการในสปาต่างๆ อย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ใครอยากทดลองทำสปาแบบง่ายๆ ในบ้าน และได้ผลเหมือนกับเวลาไปใช้ในสถานบริการสปาก็ทดลองทำตามข้อแนะนำข้างต้น ซึ่งรับรองว่าจะติดใจและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน


ที่มา : ผู้จัดการ

Read More...

WORKING with color จิตวิทยาสีในการตกแต่ง

หลายคนบอกว่าการใช้สีเป็นเรื่องยาก และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ คำกล่าวนี้อาจมีเหตุผลและเป็นจริงในส่วนหนึ่ง
มนุษย์มีทักษะในเรื่องของสีและการใช้สีมาแต่เกิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นวิชาศิลปะที่เราๆ ท่านๆ ได้มีประสบการณ์ผ่านมา ?สี? นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีความพิเศษอย่างหนึ่งในงานตกแต่ง เพราะสีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อารมณ์ จิตใจ ตลอดจนบรรยากาศโดยรวมของบ้านหรืออาคารสำนักงานของท่าน อาคารสำนักงานบ้านเรามักมี ?สีขาว? เป็นส่วนประกอบหลักถ้าไม่เป็นขาวล้านก็เป็นขาวควันบุหรี่ หรือขาวอมสีอื่นๆ สุดแล้วแต่จะสรรหาได้ คำถามคือทำไมถึงต้อง ?สีขาว? เหตุผลทางจิตวิทยาง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถตอบได้คือ สีขาวทำให้ห้องดูใหญ่ กว้างขวาง สะอาด และลดความเสี่ยงในการตกแต่งภายในในการหาสิ่งของ เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ เพื่อมา Match กับห้องนั้นๆ สีขาวเป็นสีของแสงและเป็นสีกลางที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดาวรรณะของสีทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสีที่นิ่งเฉย สงบ และขาดความตื่นเต้นไปในตัวเอง ถ้าคุณสังเกตอาคารสำนักงานโดยเฉพาะที่ผ่านการตกแต่งภายในปัจจุบัน ผู้ออกแบบมักจะเลือกสีในวรรณะอื่นๆ ผสมผสานสอดแทรกอยู่ด้วย อาทิเช่น แดง เหลือง ฟ้า เขียว ทั้งนี้เพื่อลดความน่าเบื่อและยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของอาคารและการตกแต่งได้ด้วย ความพยายามในการใช้จิตวิทยาของสีในการสร้างบรรยากาศโดยรวมของอาคารสำนักงานให้เกิดเอกลักษณ์ขององค์กรได้อุบัติขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคนี้ นอกจากจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกต่าง ความโดดเด่น และการจดจำ จนคุณสามารถบอกได้ว่าสีม่วงนี้เป็นสีนำของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง สีเขียวนี้เป็นของร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง สีเหลือง-แดง เป็นของร้าน Fast Food ระดับนานาชาติ เป็นต้น ตัวอย่างข้างต้นทำให้เราสามารถสรุปได้ว่าความสำคัญของสีในการตกแต่งมีผลโดยตรงกับการสื่อสารระหว่างผู้บริโภค และเจ้าของกิจการ


การนำสีมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งมีมาช้านานในทุกภูมิภาคของโลก พร้อมทั้งได้สร้างแนวคิดปรัชญาของการใช้สีภายใต้พื้นฐานของเหตุผลความคิด (Rational Thinking) ความงดงาม (Aesthetic Appearance) ตลอดความเชื่อคล้ายกัน การศึกษาเรื่องสีในฐานะของศาสตร์ในการตกแต่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งไม่น้อยไปกว่าการออกแบบในส่วนอื่นของอาคารสำนักงาน
การเลือกใช้สีในการตกแต่ง
วรรณของสีในการตกแต่งภายในสามารถแยกประเภทเป็นโทนสีง่ายๆ ตามการใช้งานได้หลากหลายประเภท ซึ่งพอจะแจกแจงตามจุดประสงค์ของการใช้โดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้
1. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะร้อน (Warm Color)
เช่น แดง ส้ม เหลือง ม่วงแดง ม่วง ร้านค้าหรือสำนักงานที่ใช้สีประเภทนี้นอกจากจะช่วยให้หายจากความเฉื่อยชาแล้ว ยังมีส่วนใจการสร้างบรรยากาศให้มีความรู้สึกของ Welcome Atmisphere อบอุ่น เป็นกันเอง การใช้สีประเภทนี้ควรจะเลือกใช้ภายในห้อง ที่ต้องการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้มีชีวิตชีวา ส่วนของอาคาร อาทิเช่น ส่วนต้อนรับ ส่วนโรงอาหาร ตลอกจนส่วน Service ต่างๆ มักจะใช้สีโทนนี้กันมาก การใช้สีโทนร้อนในการตกแต่ง ควรจะเลือกใช้ในปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับองค์ประกอบรวมของสีภายในทั้งหมด อาจจะใช้เป็นการเน้นในบางผนังหรือเฟอร์นิเจอร์บางส่วนเพื่อความโดดเด่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้อยู่เกิดความรู้สึกร้อนและไม่สามารถอยู่ได้นาน

2. การตกแต่งโดยใช้สีวรรณะเย็น (Cool Color)
เช่น น้ำเงิน น้ำเงินคราม ม่วงคราม เขียวเหลือง เขียวแก ่ สีโทนเย็นเป็นสีที่ได้ลอกเลียนสีของธรรมชาติ เช่น สีของท้องทะเลและผืนฟ้า เมื่อนำมาใช้ตกแต่งภายในสีประเภทนี้จึงมีผลช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเปิดโล่งสบาย ระงับความกระวนกระวายและดูมีระเบียบแบบแผน สีโทนเย็นมักจะเหมาะกับการตกแต่งห้องพักผ่อน ห้องน้ำ ตลอดจนห้องทำงานของผู้บริหารที่ต้องการบรรยากาศของความเป็นระเบียบ น่าเชื่อถือ และเนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น สีโทนเย็นจึงยังช่วยสร้างความรู้สึกในการลดความร้อนได้ทันที

3. การตกแต่งโดยใช้สีกลาง (Neutral Color)
สีกลุ่มนี้เป็นสีที่ไม่ถือว่าอยู่วรรณะใดของสี และถือได้ว่าไม่มีเนื้อสีอยู่จริง คือสามารถอยู่คู่กับสีทุกๆ โทนสีได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้สีนี้ตกแต่งได้ทันที สีใจกลุ่มนี้ได้แก่ สีขาว เทา ดำ น้ำตาล เบจ ครีม เป็นต้น Neutral Color ให้ความรู้สึกราบเรียบ สะอาดตา การตกแต่งในบ้านเรามักใช้สีโทนนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสำนักงาน การใช้สีประเภทนี้โดยไม่มีการผสมผสานของสีวรรณะอื่นๆ จะทำให้บรรยากาศภายในดูน่าเบื่อ จะบางครั้งดูหดหู่ได้ง่าย การตกแต่งโดยใช้สีประเภทนี้มักจะใช้ในบริเวณที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โถงส่วนกลาง ทางเดิน เป็นต้น

4. การตกแต่งโดยใช้สี Monotone
กลุ่มสีเอกรงค์ หรือสีโมโนโทน มีลักษณะเป็นกลุ่มสีเดียวกันที่แบ่งเป็นหลายโทนสี หรือมีน้ำหนักอ่อน-แก่แตกต่างกันไป โดยมีหลักเกณฑ์การใช้คือ เลือกสีจากวงจรสีวรรณะใดวรรณะหนึ่ง โดยเลือกสีที่เข้าจัดเป็นสีหลักแล้วลดความเข้มของสีลงตามลำดับประมาณ 4-5 ลำดับ เช่น การตกแต่งใช้โทนสีแดงเป็นสีหลักหรือสีแม่ หลังจากนั้นจะลดความสดของสีลงเป็น แดงอ่อน แดง-ส้ม ส้ม-เหลือง เหลือง ตามต้องการ สีประเภทนี้เป็นสีที่มีโครงสร้างสีไม่รุนแรงและดูกลมกลืนกันได้อย่างดี การเลือสีประเภทนี้เพื่อการตกแต่งจะทำให้พื้นที่ภายในห้องดูมีความเรียบง่ายและประณีต

5. การตกแต่งโดยใช้สีตรงกันข้าม (Contrast)
การเลือกใช้สีตรงข้ามมาตกแต่ง มีให้เห็นไม่มากนักกับการตกแต่งภายใน ตัวอย่างการใช้สีประเภทนี้ อาทิเช่น การจับคู่เฉดตรงข้าม แดง-เขียว ฟ้า-ส้ม เหลือง-ม่วง เป็นต้น สีตรงข้ามจะทำให้ห้องหรือพื้นที่เกิดความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มสีอื่นๆ ทั้งนี้การเลือกใช้สีประเภทนี้จะต้องใช้ส่วนการผสมที่เหมาะสม โดยอาจใช้หลักการของอัตราส่วน 70:30 หรือ 80:20 แล้วแต่ความเหมาะสม
6. การตกแต่งโดยใช้สีพาสเทล (Pastel)
สีพาสเทลคือสีในวรรณะต่างๆ ที่เกิดจากการเอาสีขาวมาผสมเพื่อลดความเข้มข้นของเนื้อสีลง สีประเภทนี้เป็นสีที่มีความนิยมในการเลือกใช้สูง เนื่องจากให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย สีโทนนี้สามารถสร้างบรรยากาศให้ห้องเกิดอารมณ์ได้ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นนุ่มๆ หวานๆ และโรแมนติก เช่น สีชมพู สีส้มอ่อน สีครีม เป็นต้น

การใช้สีที่เหมาะสมกับการตกแต่งนอกจากจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ได้อย่างดี ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้ในการวางยุทธ์ศาสตร์ ว่าพื้นที่ใดต้องการอารมณ์แบบไหน การเลือกสีให้สำนักงานที่สวยงามนั้นไม่มีความจำเป็นและข้อกำหนดตายตัวในการใช้สี อีกทั้งไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่อง Trend เพราะเทรนด์เหล่านี้ผ่านมาและผ่านไปตามยุคสมัย สำหรับผู้ที่คิดจะทำการตกแต่งสำนักงาน การเลือกใช้สีจึงควรพิจารณาถึงเหตุผลเบื้องต้น และผลกระทบอิทธิพลที่มีต่อผู้ใช้พื้นที่และเอกลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ เป็นหลักมากกว่า


ที่มา : Magazine For Office People

Read More...

"สวน" กับดุลยภาพแห่งพลังชีวิต "ฮวยจุ้ย" กับทิศหน้าบ้าน


ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยมีความเชื่อว่า ในการสร้างให้เกิดดุลยภาพแห่งพลังชีวิตที่ดี "พลังชี่" หรือพลังชีวิตจะต้องไหลเวียนได้ อย่างราบรื่นไม่ติดขัด หากพลังชี่ไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวก หรือถูกปิดกั้นไว้จะทำให้พลังชีวิตของสถานที่นั้นอ่อนแอหรือหยุดนิ่ง แต่หากพลังชี่ไหลเวียนได้สะดวกไม่ติดขัด จะส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยในเรื่องของความมั่งคั่ง ชื่อเสียง การอุปถัมภ์ค้ำชู อาชีพการงาน และสุขภาพ

นับแต่โบราณมานักฮวงจุ้ยต่างพยายามสังเกตและศึกษาธรรมชาติเพื่อหาตำแหน่งที่โดดเด่นสำหรับบ้านและสวน และตำแหน่งในอุดมคติที่เชื่อกันว่าดีที่สุดนั้นก็คือ จุดกึ่งกลางของเนินเขาเตี้ยๆ ไม่สูงชัน ไม่เป็นคลื่นขรุขระ ซึ่งจะทำให้บ้านและสวนได้รับความสมดุลระหว่างพลังของฟ้าและดิน โดยหันหน้าไปทางแม่น้ำที่ไหลทอดตัวเป็นแนวคดโค้งไปมาสวยงามนุ่มนวล

เพราะ "พลังชี่" จะไหลเวียนได้ดีเป็นพิเศษในแนวเส้นที่โค้งไปมาสวยงาม ส่วนด้านหลังจะต้องมีภูเขาขนาดใหญ่มาเป็นฉากหลัง มองดูจะคล้ายคนนั่งพักผ่อนสบายๆ ในเก้าอี้อาร์มแชร์ และมีที่วางเท้ารองรับอยู่ที่ปลายเท้านั่นเอง

ภูเขาที่อยู่ฉากหลัง ก็เหมือนพนักเก้าอี้ที่โอบอุ้มตัวเราไว้อย่างสบายและมั่นคง หมายถึงพลังในด้านการอุปถัมภ์และสนับสนุน ซึ่งในศาสตร์ของ ฮวงจุ้ย เรียกว่า ทิศเต่าดำ จะอยู่ในทิศเหนือและเป็นพลังแห่งฤดูหนาว

ทิศตะวันตก จะเป็นทิศเสือขาว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ส่วนทิศตะวันออกเป็นทิศมังกรเขียว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ผลิ ส่วนทิศใต้ซึ่งเป็นทิศของส่วนหน้าบ้านจะเป็นทิศหงส์แดง

การหาตำแหน่งของทิศทั้งสี่นี้ บางครั้งอาจไม่ได้ขึ้นตามทิศของเข็มทิศ ในโรงเรียนฮวงจุ้ยที่เน้นเรื่องภูมิทัศน์ จะใช้วิธีให้คุณยืนโดยให้หลังของคุณอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร และมองไปในทิศที่ตัวอาคารเผชิญหน้า เต่าดำจะอยู่ทิศด้านหลังของอาคารหงส์แดงจะอยู่ด้านหน้า มังกรเขียวจะอยู่ทางซ้าย และเสือขาวจะอยู่ทางขวามือของคุณ

จัดฮวงจุ้ยที่ดีให้สวนในบ้าน

ที่เกริ่นมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของฮวงจุ้ยในอุดมคติที่คงยากจะหาได้ในโลกยุคดิจิทัล แต่เราสามารถจัดสวนที่บ้านของเราเองให้มีลักษณะฮวงจุ้ยที่ดีเช่นที่กล่าวมาได้ไม่ยาก เช่น ทำทางเดินในสวนให้ทอดตัวเลี้ยวคดโค้งไปมาสวยงาม ปรับพื้นที่สวนให้มีความโค้งกลมเล่นระดับพื้นที่สวนในบางส่วนเพื่อให้ดูเป็นเนินสูงต่ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของสวน ในความเชื่อของฮวงจุ้ย สวนทุกสวนควรจะมีบ่อน้ำหรือน้ำพุในสวน ที่สำคัญคือ ให้น้ำมีการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอนุ่มนวล ไม่ควรเป็นน้ำนิ่งๆ

บริเวณไหนของสวนที่พลังชี่ถูกปิดกั้นให้ติดขัดหรือไม่สามารถไหลเวียนได้ คุณจะสังเกตเห็นว่า ส่วนนั้นจะมีลักษณะรกร้าง ต้นไม้ขึ้นในลักษณะรกรุงรัง หรือแห้งตายเป็นบางส่วน สัญลักษณ์ของพลังที่หยุดนิ่ง อย่างเช่น ต้นไม้ที่แห้งตาย ควรจะขุดถอนออกไปจากสวนเพราะมันจะดึงดูดพลังที่ไม่ดีเข้ามาในบ้าน และจะทำให้การไหลเวียนของพลังชีวิตติดขัดได้

นอกจากนั้น คุณยังสามารถใช้เทคนิคการจัดสวน เพื่อปรับแก้ฮวงจุ้ยให้มีพลังที่ดีและปิดกั้นพลังที่ไม่ดีออกไปได้ เช่น ทำรั้วต้นไม้เตี้ยๆ หรือพุ่มไม้ หรือสระน้ำ กั้นระหว่างตัวบ้านหรือสวนของคุณกับสิ่งที่ให้พลังไม่ดี เช่น เสาไฟ เสาธง หรือถนนที่พุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นต้น

สวนหน้าบ้าน

จุดแรกของการจัดสวนให้เน้นไปที่สวนหน้าบ้าน เพราะเป็นพื้นที่ส่วนแรกของบ้านที่จะได้รับพลังที่ดีจากบริเวณรอบๆ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ "พลังชี่" ไหลเวียนไปมาภายในส่วนนี้ของบ้านให้มากสักหน่อย จึงควรหลีกเลี่ยงการทำทางเดินหรือถนนเข้าบ้านที่เป็นเส้นตรงๆ แต่ควรให้เป็นแนวคดโค้งไปมาเล็กน้อย

ถ้าหากบ้านของคุณมีทางเดินที่เป็นเส้นตรงอยู่ อาจแก้ไขได้โดยการปลูกไม้พุ่มหรือไม้คลุมดินให้พุ่มใบล้ำเข้ามาในพื้นส่วนที่เป็นทางเดินเพื่อลดความเป็นเส้นตรง แต่ต้องเลือกพืชที่มีระบบรากตื้น เพื่อที่รากจะได้ไม่ไปชอนไชให้พื้นเกิดรอยแตกร้าวได้

ตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อกันว่า สวนหน้าบ้านควรหันไปทางทิศใต้ ซึ่งจะดึงดูดพลังหยางหรือพลังที่ให้โชค แต่แม้ว่าสวนหน้าบ้าน ของคุณจะไม่ได้หันไปทางทิศใต้ คุณก็สามารถดึงดูดพลังหยางเข้ามาสู่ภายในสวนของคุณได้โดยวางรูปปั้นหงส์ไว้เพื่อดึงพลังหยาง

ถ้าสวนหน้าบ้านของคุณหันไปทางทิศตะวันตก พยายามจัดพื้นที่ส่วนนี้ของคุณให้นิ่งและสงบเงียบให้มากที่สุด ปลูกต้นไม้ที่โตช้า สวนที่หันหน้าไปทางทิศเหนือจะดึงดูดพลังที่ส่งเสริมเรื่องอาชีพการงาน การจัดสวนที่ช่วยเสริมพลังในเรื่องนี้คือ ให้มีบ่อน้ำหรือสิ่งประดับสวนที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบไว้ในบริเวณที่มองเห็นจากประตูด้านหน้า

สวนที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกจะดึงดูดพลังที่อุปถัมภ์ในเรื่องครอบครัว ให้ปลูกต้นไผ่เพื่อเสริมพลังด้านนี้ให้เด่นขึ้น


ที่มา : ประชาชาติ

Read More...

เรื่องน่ารู้วิธีเลือกผ้าปูที่นอน


หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มักประสบปัญหาในการเลือกซื้อผ้าปูที่นอน ไม่รู้ว่าตัวย่อแต่ละตัวมีความหมายว่าอย่างไร เลือกอย่างไรถึงจะเหมาะกับที่นอนของตัวเอง อย่าเพิ่งร้อนใจ เพราะ "shopping guide" ในวารสาร "LUMPIPI" ของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีวิธีเลือกผ้าปูที่นอนอย่างง่ายๆ มาฝากกัน (ภาพประกอบ เครื่องนอน Aussino)

step 01 ผ้าปูที่นอน

เริ่มจากวัดขนาดที่นอนของเราเสียก่อน ว่าที่นอนที่บ้านเราเป็นที่นอนประเภทไหน จะได้ไม่มีปัญหาซื้อผ้าปูที่นอนมาผิดขนาด โดยขนาดผ้าปูที่ใช้ได้กับที่นอนในเมืองไทยมีดังนี้

single fitted sheet 42 X 78 นิ้ว (3.5 X 6.5 ฟุต)

queen fitted sheet 60 X 78 นิ้ว (5 X 6.5 ฟุต)

king fitted sheet 72 X 78 นิ้ว (6 X 6.5 ฟุต)

step 02 ปลอกหมอน

ปลอกหมอนหนุน (pillow cases) ที่แพ็กมาในชุดเดียวกันกับผ้าปูเตียง โดยมากจะมีขนาดมาตรฐาน คือ 20 X 30 นิ้ว แต่ในต่างประเทศจะมีทั้งขนาด 20 X 25 นิ้ว และ 20 X 35 นิ้ว เพิ่มขึ้นมา ส่วนหมอนข้าง (bolster cases) และหมอนข้างกาย (body pillow cases) ที่มีลักษณะสั้นและหนากว่าหมอนข้างนั้น บางครั้งอาจมีขนาดที่ต่างกันไป แล้วแต่ยี่ห้อ ดังนั้น ปลอกหมอนที่เคยใช้ได้กับหมอนยี่ห้อหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับอีกยี่ห้อหนึ่ง จึงต้องตรวจสอบขนาดให้ดีก่อนซื้อ

step 03 ชนิดเนื้อผ้า

ปัจจุบันผ้าปูที่นอนมักทำจากเส้นใยที่เป็นส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์กับผ้าฝ้าย ซึ่งสามารถตากให้แห้งได้ง่าย แต่สำหรับผ้าปูที่นอนที่ทำจากผ้าฝ้ายบริสุทธิ์นั้น เราจำเป็นจะต้องรีดให้เรียบก่อนนำไปใช้ ชนิดของเนื้อผ้าที่ต่างกันก็มีผลต่อคุณภาพของผ้าปูที่นอน

100% cotton satin ให้ความนุ่มมันเงาและเย็นสบาย แต่ราคาค่อนข้างสูง

100% cotton ทนทาน ซักแล้วไม่เกิดขุยผ้า แต่ความนุ่มนวลลดลง

50% combed cotton/ 50% polyester (CVC) ใช้งานได้ดี ถึงจะไม่นุ่มนวลนัก แต่ก็ทนทานสมราคา

35% combed cotton/ 65% polyester (TC) ราคาถูกสุดแต่นุ่มนวลน้อยและระบายอากาศได้น้อย

sweet dream

เราสามารถตกแต่งผ้าปูที่นอนสีเรียบๆ ให้มีสีสัน ด้วยการปูผ้าสีเรียบไว้ด้านล่าง แล้วเลือกผ้าที่มีสีตัดกันมาปูที่นอนด้านบน เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับห้องนอน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

บ้านสุขภาพดี อยู่สบาย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

หลักการง่ายๆ ของการออกแบบบ้านสุขภาพดี เริ่มต้นจากการออกแบบให้อยู่สบาย โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม มีการนำพลังงานธรรมชาติทั้งแสงแดดและสายลมมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า การก่อสร้างคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ใช้วัสดุที่ก่อมลพิษ

วารสาร "บ้านซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท" จัดพิมพ์โดยบริษัท กันตนา พับลิชชิ่ง จำกัด แนะนำว่า บ้านสุขภาพดีไม่ถึงกับต้องสร้างบ้านด้วยหิน มุงหลังคาจาก หรือเร้นกายอยู่กลางป่า แต่ต้องเป็นมิตรกับธรรมชาติ ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ แม้แต่บ้านไม้หลังเก่าที่คุณอยู่มา 20 ปีก็สามารถได้รับการปรับปรุงให้เป็นบ้านสุขภาพดีได้ ขอเพียงมีความเอื้ออาทร อ่อนโยนต่อผู้อาศัย ทำให้ร่างกายและจิตใจอิ่มเอิบ ก่อให้เกิดพลังงานและความกระตือรือร้น นี่เองคือความหมายที่แท้จริงของบ้านสุขภาพดี

องค์ประกอบของบ้านสุขภาพดี

- อากาศบริสุทธิ์ จะดีแค่ไหน หากทุกอณูของอากาศที่ขับเคลื่อนเข้าไปในร่างกายของคุณนั้นเป็นอากาศอันแสนบริสุทธิ์และสดชื่น เพื่อถนอมอากาศบริสุทธิ์ไว้ให้บ้านและให้ปอด ควรลด ละ เลิก การนำสารพิษเข้ามาในบ้าน เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติแทนวัสดุสังเคราะห์ เช่น ใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติแทนผ้าใยสังเคราะห์ ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ปราศจากสารพิษ

- ตกแต่งเรียบง่าย บ้านสุขภาพดีไม่เพียงสวยสบายตา แต่ควรเป็นบ้านที่ดูแลรักษาง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรมีของตกแต่งห้องให้วิจิตรพิสดารเกินเหตุ ควรใช้ของน้อยชิ้นเพื่อง่ายต่อการจัดวางและโยกย้าย บ้านที่ตกแต่งเรียบง่ายนอกจากจะทำให้ง่ายต่อการจัดวางและโยกย้ายแล้ว ยังส่งผลดีด้านสุขภาพจิตทำให้ปลอดโปร่งแจ่มใสด้วย

- ถูกหลักสรีรศาสตร์ เพื่อการใช้สอยที่สะดวก ไม่ทำลายสุขภาพ เครื่องเรือนในบ้านสุขภาพดีควรได้รับการเลือกเฟ้น และจัดวางโดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ เช่น ตู้เก็บของควรมีความสูงพอเหมาะที่จะเอื้อมหรือก้มหยิบของได้โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ

- มีพื้นที่สีเขียว สีเขียวสดสวยของต้นไม้ไม่เพียงให้ชีวิตชีวา แต่ยังช่วยดูดอากาศพิษและกลิ่นที่เป็นอันตรายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องสรรหาพันธุ์ไม้ที่แปลกใหม่หรือมีราคาแพง เลือกปลูกต้นไม้ไทยธรรมดาพันธุ์ท้องถิ่น ซึ่งสวยงามและดูแลได้ง่ายกว่า

- ได้รับแสงสว่างธรรมชาติ อย่าปิดบังหน้าต่างจนมิดชิดด้วยผ้าม่านหนาหนัก ควรเลือกใช้ผ้าม่านบางเบาที่ยอมให้แสงลอดผ่านได้โดยไม่ทำลายความเป็นส่วนตัว เลือกใช้กระจกใสในบางจุดเพื่อช่วยเพิ่มความสว่างให้บ้าน

- ใช้สีสันสบายตา สีมีส่วนสำคัญต่อจิตใจไม่น้อย เพียงความเข้มอ่อนของสีก็ส่งผลต่อความรู้สึกได้แตกต่างกัน บ้านสุขภาพดีจึงควรเลือกใช้สีที่เหมาะสมกับอารมณ์ของห้อง สีโทนอ่อนเย็นเป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยให้ห้องสว่างไสว โล่ง โปร่งแล้ว ยังเข้าได้ดีกับเครื่องตกแต่งห้องแทบทุกเฉดสีอีกด้วย

- เปี่ยมพลังธรรมชาติ บ้านสุขภาพดีควรเป็นมิตรกับธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสุขสงบกับผู้อยู่อาศัย ปราศจากเสียงดังรบกวนที่จะกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หากจะมีเสียงควรเป็นเสียงจากธรรมชาติที่ให้ความรื่นรมย์ เช่น เสียงนกร้อง ใบไม้ไหวหรือเสียงน้ำที่รินไหล ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย ไม่ควรมีกลิ่นสารเคมี

อุปกรณ์ที่สามารถส่งผ่านความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่น จอคอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง รบกวนการเจริญเติบโตและการผลิตเซลล์ทั่วร่างกาย จึงควรจัดวางให้ไกลจากจุดที่อยู่อาศัยประจำ

บ้านสุขภาพดีควรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น มีช่องแสงเพื่อรับแสงสว่างอบอุ่นจากธรรมชาติในเวลากลางวัน ใช้โถสุขภัณฑ์รุ่นประหยัดน้ำ

- มีพื้นที่ชำระจิตใจ บ้านสุขภาพดีควรมีมุมส่วนตัวที่สงบเงียบเพื่อปรับสภาพจิตใจที่ยุ่งเหยิงให้ได้ผ่อนคลาย

เรื่องควรรู้ก่อนสร้างบ้านสุขภาพดี

ด้วยภูมิอากาศร้อนชื้นทำให้บ้านไทยต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรงตลอดปี การวางแผนสร้างบ้านในเมืองไทยจึงต้องคำนึงถึงการรับมือกับแสงแดด และตั้งอยู่ในทิศทางที่เชื้อเชิญลมเย็น เพื่อให้บ้านอยู่สบายได้รับประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และนี่คือหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้บ้านอยู่เย็นและเป็นสุข

- หันบ้านให้ถูกทิศ หลักประจำใจง่ายๆ ในการวางตำแหน่งบ้าน คือ "เปิดรับแสงเหนือ" และ "กันแดดด้านตะวันตกและใต้" การวางตัวบ้านให้ได้รับลมนั้น ต้องเปิดช่องรับลมไว้ทางทิศเหนือและทิศใต้ แต่เนื่องจากในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสูงๆ กีดขวางทางลม จนอาจจะทำให้ลมเปลี่ยนทิศทางได้ จึงควรพิจารณาเลือกเปิดช่องรับลมในด้านที่เหมาะสมกับพื้นที่แทน เช่น เลือกด้านที่แสงแดดส่องเข้าน้อยที่สุด

- เป็นมิตรกับสายลม อยากให้ลมพัดเข้าบ้าน ต้องเข้าใจหลักการง่ายที่สุดของลมไว้ว่า ลมจะเข้าก็ต่อเมื่อมีทางออก บ้านรับลมที่ดีที่สุดคือบ้านซึ่งในแต่ละห้องมีหน้าต่างอยู่ตรงข้ามกัน และมีขนาดใหญ่พอๆ กัน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สูงๆ กีดขวางทางลม การปลูกต้นไม้ใกล้อาคารจะมีผลต่อการไหลของกระแสลม เพราะลมที่พัดผ่านต้นไม้ก่อนเข้าไปในอาคารจะมีอุณหภูมิเย็นลง และถ้าปลูกต้นไม้เหนือลมจะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วลมได้ด้วย

- ชื่นชมกับแสงสว่าง ควรเปิดช่องรับแสงจากทางทิศเหนือเพราะดวงอาทิตย์จะเคลื่อนอ้อมเหนือเพียง 3 เดือนต่อปี ทางเดิน โถงบันไดและโถงลิฟต์ที่ต้องใช้งานตลอดวัน ควรออกแบบให้มีแสงธรรมชาติส่องถึงเพื่อพึ่งพาแสงไฟฟ้าให้น้อยที่สุด ถ้าต้องใช้แสงธรรมชาติร่วมกับแสงไฟฟ้า ควรควบคุมแสงไฟฟ้าด้วยระบบปรับหรี่แสง โดยยึดหลักจัดวางพื้นที่ใช้งานให้ได้รับแสงธรรมชาติก่อน แล้วค่อยเสริมแสงสว่างเฉพาะที่ด้วยแสง

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

Read More...

สภาพแวดล้อมของห้องนอน

ห้องนอนควรจะ เป็นห้องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุดจึงควรจะกำหนดให้มีพื้นที่มากกว่าห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน จะพูดไปห้องนอนก็คือหัวใจหลักของบ้านเพราะห้องนอนใช้สำหรับพักผ่อน หลับนอนเพื่อเติมพลังกายพลังใจสำหรับต่อสู้กับภาระหน้าที่กันต่อไป เพราะฉะนั้นการเลือกตำแหน่งห้องนอนและการออกแบบห้องนอนจึงควรจะได้รับการให้ความสำคัญมากกว่าห้องอื่น ๆ เป็นพิเศษครับ


การเลือกวางตำแหน่งห้องนอนนั้นควรจะพิจารณาห้องนอนใหญ่หรือห้องเจ้าของบ้านเป็นอันดับแรกก่อนแล้วค่อยพิจารณาห้องอื่น ๆ และจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้านโดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกตำแหน่งห้องนอนดังนี้

1. สภาพแวดล้อมจะกำหนดห้องนอนไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังบ้านจะอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาจะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านก่อนเช่น ถนน วัด สุสาน โรงงานอุตสาหกรรม หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เป็นต้น ห้องนอนควรหลีกเลี่ยงด้านที่มีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งไม่เป็นมงคลเช่น สุสาน เป็นต้น โดยปรกติแบบบ้านส่วนใหญ่มักจะวางห้องนอนใหญ่เอาไว้หน้าบ้านมากกว่าหลังบ้าน เพราะสภาพแวดล้อมด้านหน้าบ้านมักจะเป็นที่โล่งเป็นสนามเป็นสวนหย่อม ส่วนหลังบ้านมักจะติดกับหลังบ้านคนอื่นจึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์และอากาศที่ไม่ปลอดโปร่ง จึงควรพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านเป็นหลักครับ

2. ทิศทาง การดูทิศถือว่าสำคัญมากไม่ควรละเลยโดยเด็จขาดทิศที่ถือว่าดีที่สุดคือทิศตะวันออกเพราะจะได้ประโยชน์จากแดดและลมโดยตรง ห้องนอนที่ดีถูกหลักเคหะศาสตร์ควรอยู่ในทิศที่กล่าวมาครับ

- ทิศตะวันออกกับทิศใต้ จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของลมและแสงแดด เพราะลมจะมาทางทิศใต้ส่วนแดดจากทางทิศตะวันออกจะเป็นแดดที่ไม่ร้อนจัดช่วงบ่ายห้องจะเย็น
- ทิศใต้กับทิศตะวันตก จะได้ประโยชน์ในเรื่องของลมอย่างเดียว จะเสียในเรื่องของแดดที่ค่อนข้างร้อนในตอนบ่าย
- ทิศตะวันออกกับทิศเหนือ จะได้ประโยชน์ในเรื่องของแสงแดดแต่จะรับลมได้น้อยกว่าทิศไต้
- ทิศตะวันตกกับทิศเหนือ จะถือว่าเป็นตำแหน่งที่แย่ที่สุดเสียทั้งเรื่องของแดดที่ร้อนจัดและอับลมตลอดทั้งปี ยกเว้นหน้าหนาวประมาณ 3 เดือน

สิ่งเหล่าก็คือปัจจัยและข้อพิจารณาในการเลือกวางตำแหน่งของห้องนอน

ที่มา : คมชัดลึก

Read More...